
ตลาดยานยนต์ในปัจจุบันอาจเต็มไปด้วยความท้าทายและการแข่งขันที่ดุเดือด แต่สำหรับ GWM (Thailand) หรือ เกรท วอลล์ มอเตอร์ กลับสามารถสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จได้อย่างโดดเด่นในครึ่งแรกของปี 2569 นี้ โดยล่าสุดได้ออกมาประกาศความสำเร็จด้วยยอดขายรวมที่เติบโตขึ้นถึง 19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์อันหนักแน่นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ แม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกจะไม่มีการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เลยก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์ เป็นเดินหมากที่มาถูกทางและสามารถสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

เจาะลึกความสำเร็จยอดขาย 8,528 คัน ขุมพลังที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
หากเจาะลึกเข้าไปดูสัดส่วนยอดขายรวมในครึ่งปีแรกที่ทำได้ถึง 8,528 คัน จะพบว่าความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการที่ GWM มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ไปจนถึงเครื่องยนต์ดีเซล โดยส่งผ่าน 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่ครองใจผู้ใช้ชาวไทย ประกอบไปด้วย TANK, ORA, POER, HAVAL และ WEY สำหรับพระเอกที่ขับเคลื่อนยอดขายในรอบนี้ต้องยกให้รถยนต์ในกลุ่ม TANK ทั้งรุ่น TANK 300 และ TANK 500 ที่มาพร้อมขุมพลังดีเซลและไฮบริด ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากสายลุยและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ SUV ระดับพรีเมียม ควบคู่ไปกับความร้อนแรงของกลุ่ม ORA ที่ได้กระแสตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากการเปิดตัว ORA 5 EV และ ORA 5 HEV อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของรถกระบะพันธุ์แกร่ง POER, รถยนต์ SUV ยอดนิยมตระกูล HAVAL และเอ็มพีวีระดับหรูอย่าง WEY G9 และความร้อนแรงนี้จะยังไม่หมดลง เพราะในครึ่งปีหลัง GWM มีแผนเตรียมบุกตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่อีกอย่างน้อย 3 รุ่น ซึ่งจะครอบคลุมทั้งพลังงานไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์ดีเซลเจเนอเรชันใหม่ เพื่อกระตุ้นตลาดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นไปอีก
กลยุทธ์ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centric) สู่การเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด
เบื้องหลังตัวเลขความสำเร็จที่งดงามในครึ่งปีแรกนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการเดินหน้าทำตลาดภายใต้แนวคิดการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง หรือ User-Centric เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อย่างการเป็น “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” หรือแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด ซึ่งทาง GWM ได้พิสูจน์ความตั้งใจนี้ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการดูแลลูกค้าด้วยความโปร่งใสและใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมทั้งสร้างคอมมูนิตี้ผู้ใช้งานที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจุบันชุมชน “TANKER” หรือกลุ่มผู้ขับขี่ GWM TANK ได้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิกมากกว่า 10,000 ครอบครัวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนและข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้จริง โดยการนำมาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ กิจกรรมการตลาด และงานบริการหลังการขาย ผ่านการเดินสายจัดกิจกรรมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมทดลองขับ และสัมผัสเทคโนโลยีอัจฉริยะของแบรนด์อย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง

ยกระดับบริการหลังการขายอันดับ 1 เดินหน้าขยายศูนย์บริการทั่วประเทศ
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งแล้ว GWM ยังคงรักษามาตรฐานและวินัยทางธุรกิจอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะนโยบายความโปร่งใสด้านราคาและมาตรฐานการบริการที่เท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ผ่านเครือข่าย GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ ทั้ง 71 แห่งทั่วประเทศ และมีเป้าหมายสูงสุดที่จะขยายให้ครบ 100 แห่งภายในสิ้นปี 2569 นี้ ควบคู่ไปกับการขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานสากลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ตอกย้ำความสำเร็จในด้านบริการคือการที่ GWM สามารถคว้า อันดับหนึ่งในกลุ่มแบรนด์รถยนต์จีนในประเทศไทยด้านบริการหลังการขายต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการสำรวจความพึงพอใจโดย บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการดูแลที่โดดเด่นรอบด้าน ทั้งความสะดวกรวดเร็ว ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคของช่างผู้ชำนาญการ กระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารที่ชัดเจนโปร่งใสเรื่องค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าไปอีกขั้นด้วยนโยบายการันตีจัดส่งอะไหล่ภายใน 7 วัน ซึ่งหากเกิดความล่าช้ากว่ากำหนด แบรนด์ก็พร้อมชดเชยเป็นคะแนน GWM Point ให้กับลูกค้าทันที

พิสูจน์ความจริงใจในฐานะนักลงทุนระยะยาว ปฏิบัติตามมาตรการรัฐครบถ้วนรายแรก
อีกหนึ่งมิติที่ทำให้ GWM ได้รับความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือจากสังคมไทย คือการแสดงความรับผิดชอบและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาในฐานะนักลงทุนระยะยาวที่น่าเชื่อถือ โดย GWM ถือเป็นบริษัทรถยนต์รายแรกที่ดำเนินการตามเงื่อนไขและเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ของภาครัฐ โดยไม่มีการค้างสต็อกรถยนต์เก่าใช้งานศูนย์กิโลเมตรเลยแม้แต่คันเดียว และในขณะนี้ยังตอกย้ำความตั้งใจจริงด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) รายแรกที่กำลังจะเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV 3.5 ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดภายในเดือนกรกฎาคมนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ทางตรงที่แสดงถึงความจริงใจ ความรับผิดชอบต่อสังคมไทย และความมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจและผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว
คุณเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) ได้กล่าวทิ้งท้ายเพื่อยืนยันถึงความสำเร็จในครั้งนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า ยอดขายในครึ่งปีแรกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นเครื่องสะท้อนอย่างชัดเจนว่าแนวคิด ‘All Scenarios – All Powertrains – All Users’ ของ GWM สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไทยได้อย่างแท้จริง การที่เรามุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและส่งมอบบริการหลังการขายที่โปร่งใส จนสามารถคว้าอันดับ 1 ทั้งด้านดัชนีประสบการณ์ลูกค้าผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย (Product CXI No.1) และการปฏิบัติตามมาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐเป็นรายแรก ทั้งหมดนี้คือสิ่งยืนยันว่า GWM คือแบรนด์ที่ทุกคนสามารถไว้วางใจได้ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้จำหน่าย พันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทยต่อไปอย่างมั่นคงในครึ่งปีหลังนี้
#GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMTANK500Diesel3.0T #Firsthalfyearperformance
