📢 สามารถส่งข่าวแจก บทความประชาสัมพันธ์ ได้ที่อีเมล์ ฟรี !
🎬 ติดต่องานรีวิว Line : iNewch
บทความล่าสุด อัปเดตเมื่อ: วันพุธ, 14 ตุลาคม 2026
วันนี้เราอัปเดทข่าวสารไปทั้งหมด 2 บทความ
vivo V80 เตรียมตัวสะเทือนวงการสมาร์ตโฟนไทย ตุลาคมนี้! พร้อมฟีเจอร์เด็ด “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” ระดับพรีเมียม
Infinix ยกระดับเกมมิ่งโฟน เปิดตัว GT 50 Pro 512GB พร้อมขุมพลัง Google AI Plus ในราคาสุดคุ้มค่า
vivo ประเทศไทย ผนึกกำลังส่งต่อความห่วงใย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพร้อมมาตรการดูแลลูกค้าเต็มรูปแบบ
คนไทยอาบน้ำบ่อยอันดับ 3 ของโลก! ไฮเออร์ ส่ง “QUBE Series” นวัตกรรมเครื่องทำน้ำอุ่นสุดล้ำเพื่อผิวสะอาดและปลอดภัยขั้นสุด
ไขปริศนา ‘ภาพลวงตาย’ ซีรีส์ลึกลับจาก Netflix ที่เชื่อมโยงความเชื่อเรื่อง ‘ผีโพง’ เข้ากับวิทยาศาสตร์ของ ‘โรคสมองเสื่อม’
ฮอนด้า ยกระดับมาตรฐานการบริการผ่านเวที Honda Skill Contest 2026 มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสู่ความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมยานยนต์
ก้าวสำคัญแห่งอนาคต บีวายดี ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบ 100,000 คัน ตอกย้ำฐานผลิตระดับโลก
อัปเกรดความล้ำไปอีกขั้น! เจาะลึกเฟิร์มแวร์ใหม่ Insta360 Luna Ultra ซูมไกล 15 เท่า พร้อมโหมดเวทีสุดเทพ
ปาร์ตี้ระดับพรีเมียม! โซนี่ไทยส่งลําโพง ULT TOWER 3 รุ่นใหม่ เขย่าความมันด้วยพลังเบสสะใจและฟังก์ชันคาราโอเกะสุดล้ำ
นวัตกรรมเปลี่ยนโลก! LG ประกาศศักดาคว้ารางวัลใหญ่ “Best Brand of IFA 2026” พร้อมเขย่าวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ด้วยทีวีไร้สายบางเฉียบ
ก้าวใหม่ของควิกคอมเมิร์ซ! Shopee เปิดตัว ‘Instant Mart’ และ ‘Telepharmacy’ ส่งด่วนใน 1 ชั่วโมง ตอบโจทย์ชีวิตออนดีมานด์ยุคดิจิทัล
เปลี่ยนทุกพื้นที่ให้เป็นเวทีคอนเสิร์ต! เจาะลึก LG xboom Stage 501 ลำโพงปาร์ตี้อัจฉริยะ พลังเสียงระดับโลกพร้อมฟีเจอร์ AI คาราโอเกะขั้นเทพ
  • OPPO Find X10 Series เตรียมเปิดตัวระดับโลก พร้อมสัมผัสพลังการถ่ายภาพ Hasselblad ในไทย

    OPPO เตรียมเปิดตัว Find X10 Series ที่มาพร้อมกล้อง 200MP และเทคโนโลยี Hasselblad ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ พร้อมเปิดให้จองล่วงหน้าในไทยตั้งแต่วันที่ 14-27 ตุลาคม รับสิทธิพิเศษและของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 51,000 บาท

    แฟนคลับสมาร์ตโฟนแฟลกชิปเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ OPPO กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการเผยโฉม OPPO Find X10 Series ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 บนเวทีระดับโลก โดยรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Hasselblad True-to-Life Camera ซึ่งมุ่งเน้นการถ่ายทอดสีสันที่สมจริงและเป็นธรรมชาติเสมือนสิ่งที่ตาเห็น โดยตัวเครื่องมาพร้อมระบบกล้องความละเอียดสูงระดับ 200MP ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพสุดล้ำจาก Hasselblad เพื่อยกระดับประสบการณ์การสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้เหนือกว่าที่เคย นอกจากนี้ OPPO ยังอัดแน่นด้วยสเปกที่ทรงพลังด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 8,000mAh ที่พร้อมสนับสนุนทุกการใช้งานตลอดวัน ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกช่วงเวลาสำคัญจะถูกบันทึกไว้อย่างสวยงามและคมชัดในทุกรายละเอียด

    สำหรับผู้ที่ต้องการจับจองเป็นเจ้าของก่อนใครในประเทศไทย OPPO เปิดให้จองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 14–27 ตุลาคม 2569 ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้สัมผัสสมาร์ตโฟนแฟลกชิปตัวท็อปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง OPPO Pad Mini รุ่น Matte Display ที่ออกแบบมาในดีไซน์กะทัดรัดแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างสรรค์ผลงาน โดยการจองในช่วงเวลานี้มาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษและของสมนาคุณมากมายตามแต่ละรุ่นและช่องทางการจำหน่าย ซึ่งมูลค่ารวมของสิทธิพิเศษนั้นสูงถึง 51,041 บาท เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังมองหาอุปกรณ์เสริมทัพให้ชีวิตการทำงานและการถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายและสนุกกว่าที่เคย

    การจองผ่าน OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ผู้ใช้งานจะได้รับความคุ้มค่าที่เหนือกว่าด้วยบริการหลังการขายระดับพรีเมียม อาทิ บริการเปลี่ยนเครื่องใหม่ฟรีภายใน 180 วัน หากพบปัญหาภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน พร้อมรับ E-VIP Card ที่ครอบคลุมการประกันจอแตก ประกันตัวเครื่อง และประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 2 ปีเต็ม โดยเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง OPPO Find X10 Pro Max ที่มาพร้อมชุดของสมนาคุณสุดพิเศษและกระเป๋าสำหรับช่างภาพมืออาชีพ Capture Reality Portable Camera Bag ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความมั่นใจในทุกย่างก้าวของการใช้งานสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์รุ่นนี้ได้อย่างไร้กังวล

    นอกจากช่องทางหน้าร้านแล้ว OPPO ยังจัดเต็มสำหรับสาย Content Creator ด้วยการเปิดตัว OPPO Find X10 Series Creator Kit รุ่นลิมิเต็ดที่มีเพียง 200 ชุดเท่านั้นผ่านช่องทาง OPPO Official Store ออนไลน์ ซึ่งชุดอุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์งานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ พร้อมสิทธิพิเศษด้านบริการเปลี่ยนเครื่องที่อัปเกรดความมั่นใจให้ยาวนานขึ้นถึง 365 วัน รวมถึงโปรโมชั่นสำหรับ OPPO Pad Mini รุ่น Matte Display ที่จัดเต็มทั้งส่วนลดค่าเครื่องและของสมนาคุณครบชุด ไม่ว่าจะเป็น OPPO Pencil 3 และ Smart Case ทำให้ผู้ที่กำลังมองหาแท็บเล็ตประสิทธิภาพสูงสำหรับสายทำงานและสายสร้างสรรค์ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในทันที

    การเปิดตัวในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ OPPO ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก การผสานรวมกล้องระดับเทพจาก Hasselblad เข้ากับฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังและดีไซน์ที่พกพาสะดวกของตระกูล Find X10 Series จะเข้ามาเปลี่ยนบรรทัดฐานใหม่ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นเรื่องของการถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ที่แท้จริง อย่าลืมปักหมุดรอชมงานเปิดตัวระดับโลกในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของ OPPO เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวและสิทธิพิเศษที่คุณคู่ควร

  • ก้าวใหม่แห่งโลกธุรกิจ เปิดตัว Gemini 4 Argon ขุมพลัง AI ระดับเรือธงเพื่อการประมวลผลที่เหนือชั้น

    Google เปิดตัว Gemini 4 Argon โมเดล AI ระดับเรือธงรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อภาคธุรกิจและงานอัตโนมัติขั้นสูง ด้วยความสามารถในการประมวลผลยาวถึง 1 ล้านโทเค็นและการทำงานที่แม่นยำ ปลอดภัย พร้อมรองรับการควบคุมระบบและวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างไร้รอยต่อ

    ยุคใหม่ของ AI ที่ทำได้มากกว่าการสนทนา

    Google ได้ประกาศเปิดตัว Gemini 4 Argon อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในวงการปัญญาประดิษฐ์ที่ยกระดับจากการเป็นเพียงแชทบอทมาสู่การเป็น ‘สมองกล’ ที่สามารถจัดการงานระดับสูงได้อย่างครบวงจร โดยโมเดลเรือธงตัวใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะ เพื่อรองรับภารกิจที่ซับซ้อนและกินเวลานาน ซึ่งแต่เดิมต้องอาศัยการทำงานของมนุษย์หลายคนและใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จสิ้น สำหรับผู้ใช้งานในประเทศไทย Gemini 4 Argon พร้อมให้บริการแล้วผ่านแพลตฟอร์ม AiPASS บน Gemini Enterprise ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเริ่มใช้งานขุมพลังนี้ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดย Argon ไม่ได้เพียงแค่ร่างเนื้อหาหรือหาคำตอบแบบผิวเผินเท่านั้น แต่ยังสามารถรับมอบหมายงานที่ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน สื่อสารกับผู้ใช้งานอย่างตรงไปตรงมาเมื่อพบอุปสรรค และยังสามารถหยุดรอการยืนยันจากมนุษย์ในกรณีที่เป็นคำสั่งสำคัญที่ส่งผลกระทบสูง เพื่อความปลอดภัยและความแม่นยำในการดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายธุรกิจอย่างดีที่สุด

    ประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้วในภาคธุรกิจจริง

    ความโดดเด่นของ Gemini 4 Argon คือความแม่นยำที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากการใช้งานจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องมีกฎระเบียบเข้มงวด ทั้งงานด้านการเงิน กฎหมาย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับสูง จากการทดสอบผ่านดัชนี Vals Index พบว่า Argon มอบผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้สูง และในกรณีศึกษาของ ServiceNow พบว่าโมเดลรุ่นนี้สามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จในการดำเนินงานได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Gemini 3.8 Flash ในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ทีมงานวิศวกรของ Google ได้ใช้ Argon ในการส่งโค้ดผ่านแพลตฟอร์ม Google Antigravity ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพราะสามารถเพิ่มจำนวนโค้ดที่สร้างโดย AI Agent ได้มากกว่า 35% พร้อมลดความจำเป็นในการแก้ไขหรือย้อนกลับไปใช้เวอร์ชันเดิมลงถึงหนึ่งในสาม ยิ่งไปกว่านั้น ทีมงาน Chrome ยังสามารถใช้ Argon ปรับโครงสร้างสถาปัตยกรรมของฐานโค้ด Chromium ที่มีขนาดใหญ่กว่า 40 ล้านบรรทัดได้อย่างรวดเร็ว โดยงานที่เคยต้องใช้เวลาทำงานยาวนานหลายเดือนกลับเสร็จสิ้นลงภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

    ความปลอดภัยที่เป็นเลิศและสถาปัตยกรรมขั้นสูง

    นอกเหนือจากความเก่งกาจในการทำงานแล้ว Gemini 4 Argon ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างสูงสุด ด้วยความสามารถในการป้องกันการโจมตีแบบ Indirect Prompt Injection ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่ Google เคยพัฒนามา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องข้อมูลองค์กรจากการถูกแทรกแซงหรือชักนำให้ทำงานผิดประเภท โดยจากการทดสอบในระดับมาตรฐานสากลอย่าง CWE-Bench v1 และ Gray Swan Argon สามารถทำผลงานได้โดดเด่นและมีอัตราความสำเร็จในการโจมตีต่ำมากเพียง 0.7% เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันองค์กรชั้นนำอย่าง Wiz ก็ได้เริ่มนำ Argon เข้าไปช่วยในโครงการเพื่อสังคมอย่าง ‘Scan for Good’ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จุดแข็งของโมเดลรุ่นนี้คือการเป็น Autonomous Engine ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ยาวถึง 1 ล้านโทเค็น (Long Decode) ซึ่งรองรับการประมวลผลงานขนาดใหญ่ระดับการเขียนโค้ดทั้งโปรเจกต์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลระดับมหาศาลได้ในคราวเดียวโดยไม่ต้องแบ่งทำทีละส่วน ซึ่งเป็นการทำลายข้อจำกัดด้าน Context Window ของโมเดลในยุคก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

    ขุมพลังแห่งระบบอัตโนมัติที่ไม่หยุดยั้ง

    Gemini 4 Argon ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคุยเล่นทั่วไป แต่เป็นโมเดลที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘Autonomous Multi-step Agents’ อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการควบคุมหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Computer use) การรันโค้ดโดยตรง การเรียกใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ไปจนถึงระบบ Thinking ที่สามารถวางแผนการทำงานล่วงหน้าเองได้ นอกจากนี้ยังรองรับรูปแบบข้อมูลที่หลากหลายอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ข้อความ ภาพ เสียง ไฟล์เอกสาร PDF ไปจนถึงวิดีโอที่ Argon สามารถวิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำเพื่อนำไปตัดสินใจต่อ ยิ่งไปกว่านั้นระบบ Grounding ของ Argon ยังเชื่อมต่อโดยตรงกับ Google Maps และ Google Search ทำให้ Agent สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและสถานที่จริงได้อย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนการเดินทางหรือการตัดสินใจทางธุรกิจในโลกแห่งความจริงได้อย่างราบรื่น สุดท้ายนี้ Argon ยังมอบความยืดหยุ่นทางต้นทุนผ่านการรองรับทั้ง Batch API, Flex inference สำหรับงานที่ไม่เร่งรีบ และ Priority inference สำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูง ทำให้ Argon กลายเป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนวิศวกรรมซอฟต์แวร์ งานวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และองค์กรธุรกิจที่ต้องการยกระดับสู่ระบบอัตโนมัติอย่างเต็มตัวในยุคใหม่นี้

    รายละเอียดเพิ่มเติม https://aistudio.google.com/docs/models/gemini-4-argon#gemini-4-argon

  • nubia จับมือ IT CITY และ CSC รุกตลาดออฟไลน์ทั่วไทย ขนทัพสมาร์ตโฟน 5 รุ่นเด่นเอาใจสายคุ้มและเกมเมอร์

    nubia จับมือ IT CITY และ CSC ขยายช่องทางจำหน่าย 250 สาขาทั่วไทย พร้อมส่งสมาร์ตโฟน 5 รุ่นใหม่ราคาเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท เน้นตอบโจทย์ทั้งสายคุ้มค่าและสายเกมมิ่งแบบจัดเต็ม

    ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ของวงการสมาร์ตโฟน เมื่อ nubia ได้ประกาศผนึกกำลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง IT CITY และ CSC เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยมากถึง 250 สาขา โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสและทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายมาเป็นผู้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความตั้งใจจริงในการส่งมอบเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เข้าถึงมือผู้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น การจัดจำหน่ายผ่านหน้าร้านจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมด้วยกลยุทธ์ราคาที่น่าดึงดูดใจ โดยเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต้องการตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่มองหาเครื่องราคาสบายกระเป๋า ไปจนถึงเหล่าเกมเมอร์ตัวจริงที่ต้องการประสิทธิภาพระดับสูงสุด

    ความแข็งแกร่งของแบรนด์ nubia ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์ผ่านสองซีรีส์หลัก คือ Neo Series และ V Series ที่เข้ามาครองใจผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเหนียวแน่น จากการเปิดเผยของผู้จัดการฝ่ายแบรนด์ ZTE Device Thailand พบว่า Neo Series ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดโลกด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เกินกว่า 300% ขณะที่ในประเทศไทยเองก็มียอดการเติบโตที่โดดเด่นถึง 90% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทยได้อย่างดีเยี่ยม สำหรับ Neo Series จะเน้นไปที่ DNA เกมมิ่งภายใต้คอนเซปต์ ‘Born to Win’ ที่หยิบเอาฟีเจอร์ระดับเรือธงมาใส่ไว้ในราคาที่จับต้องได้ ส่วน V Series ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการเป็นสมาร์ตโฟนที่ครบครันสำหรับชีวิตประจำวัน ทำให้ nubia สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มทำตลาดอย่างเต็มตัวในปี 2565 เป็นต้นมา

    ในการเปิดตัวครั้งนี้ nubia ได้นำสมาร์ตโฟน 5 รุ่นเด่นมาวางจำหน่ายที่ IT CITY และ CSC โดยแบ่งเป็นกลุ่มสมาร์ตโฟนเน้นความคุ้มค่าอย่าง nubia V80 Max (4+128GB) ในราคา 3,999 บาท และ nubia V80 Design (8+256GB) ในราคา 4,699 บาท ซึ่งทั้งสองรุ่นโดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.75 นิ้ว ที่ให้รีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz พร้อมความสว่าง 1,000 nits และการป้องกันระดับ IP64 ที่ตอบโจทย์การใช้งานหนักหน่วงในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่สายเกมมิ่งจะได้พบกับซีรีส์จัดเต็มอย่าง nubia Neo 3 GT 5G, Neo 5 Pro 5G และรุ่นท็อปอย่าง Neo 5 GT 5G ที่มาพร้อมนวัตกรรมหน้าจอ AMOLED 1.5K 144Hz รวมถึงระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมในตัว (Built-in Cooling Fan) และระบบชาร์จเร็ว 80W ซึ่งเป็นฟีเจอร์ระดับสูงที่หาได้ยากในสมาร์ตโฟนระดับราคานี้

    นอกจากความคุ้มค่าของสเปกและราคาแล้ว nubia ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษเพื่อฉลองการวางจำหน่าย ณ หน้าร้าน IT CITY และ CSC โดยลูกค้าที่ซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นที่ร่วมรายการจะได้รับของสมนาคุณและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของแต่ละรุ่น ซึ่งถือเป็นการต้อนรับลูกค้าเข้าสู่ประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับอย่างเต็มรูปแบบ การที่แบรนด์เลือกบุกตลาดออฟไลน์ในวงกว้างครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องบริการหลังการขายและการให้คำแนะนำโดยพนักงานมืออาชีพที่หน้าร้าน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคชาวไทย ใครที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ที่ให้ทั้งความสวยงาม ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ต้องห้ามพลาดไปสัมผัสของจริงได้ที่สาขาใกล้บ้านทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

  • vivo V80 เตรียมตัวสะเทือนวงการสมาร์ตโฟนไทย ตุลาคมนี้! พร้อมฟีเจอร์เด็ด “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” ระดับพรีเมียม

    vivo เตรียมส่งสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด V80 บุกตลาดไทยเดือนตุลาคมนี้ ชูจุดเด่นการถ่ายภาพพอร์ตเทรตแบบ “ลูกรักพระเจ้า” พร้อมอัปเกรดระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 บน Android 17 ทันสมัยที่สุด

    ข่าวใหญ่ที่แฟนคลับสมาร์ตโฟนสายถ่ายภาพต้องจับตามอง เมื่อ vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนระดับโลกได้ออกมาประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เตรียมจะวางจำหน่าย vivo V80 สมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล V Series เข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหลังจากที่รุ่นก่อนหน้าอย่าง vivo V70 สามารถสร้างปรากฏการณ์ความนิยมได้อย่างถล่มทลาย การกลับมาในครั้งนี้ของ V80 จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการที่เครื่องรุ่นนี้ได้ผ่านการรับรองจาก กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแฟนๆ ชาวไทยจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในเวลาไม่นานเกินรออย่างแน่นอน พร้อมกับการสานต่อความสำเร็จในการยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้ก้าวไปอีกขั้นภายใต้มาตรฐานระดับโลก

    หัวใจสำคัญที่ทำให้ vivo V Series แตกต่างและโดดเด่นเหนือคู่แข่งเสมอมา คือความเชี่ยวชาญในการผสานเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ vivo เข้ากับความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ZEISS ซึ่งในรุ่น vivo V80 นี้จะยังคงเน้นย้ำคอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์อย่าง “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถถ่ายภาพพอร์ตเทรตออกมาได้อย่างสวยงาม ดูเป็นมืออาชีพราวกับมีช่างภาพส่วนตัว โดยไม่ต้องใช้ทักษะการตั้งค่าที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีการเผยข้อมูลเบื้องต้นว่าจะมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่และสีสันสุดพิเศษที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้ไม่เพียงแต่จะได้ภาพถ่ายที่สวยงามระดับเทพ แต่ยังได้รับประสบการณ์การถือครองสมาร์ตโฟนที่สะท้อนถึงรสนิยมและความทันสมัยไปพร้อมๆ กัน

    นอกจากความโดดเด่นในด้านการถ่ายภาพแล้ว vivo V80 ยังนับว่าเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในด้านซอฟต์แวร์ เพราะนี่จะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของ vivo ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 ซึ่งถูกขับเคลื่อนบนพื้นฐานของ Android 17 ตั้งแต่แกะกล่อง การอัปเกรดในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล เสถียร และมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้าน AI ใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่การปรับแต่งภาพถ่ายไปจนถึงการจัดการการใช้งานทั่วไปให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติการใช้งานสมาร์ตโฟนให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสถึงความสะดวกสบายและประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเดิมได้อย่างชัดเจน

    สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้ vivo ได้เตรียมเซอร์ไพรส์และโปรโมชันสุดพิเศษมากมายเพื่อตอบแทนแฟนๆ ที่ตั้งตารอคอยมาโดยตลอด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัว งานอีเวนต์ต่างๆ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้า (Pre-order) ได้ผ่านช่องทางสื่อสารหลักของ vivo Thailand ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการ หรือเว็บไซต์ของทางแบรนด์ เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตและโอกาสในการเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟนที่จะมาเปลี่ยนนิยามของการถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้กลายเป็นเรื่องง่ายและงดงามที่สุด เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของ vivo V80 พร้อมกันในเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน

  • Infinix ยกระดับเกมมิ่งโฟน เปิดตัว GT 50 Pro 512GB พร้อมขุมพลัง Google AI Plus ในราคาสุดคุ้มค่า

    อินฟินิกซ์ ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนเก่งเกมมิ่งรุ่นอัปเกรดความจุใหม่ Infinix GT 50 Pro 512GB พร้อม RAM รวมสูงสุด 24GB และชิป Dimensity 8400 Ultimate ที่มาพร้อมของแถมสุดพิเศษสิทธิ์ใช้งาน Google AI Plus ฟรี 3 เดือน ในราคาเปิดตัวสุดเร้าใจ 19,999 บาท

    Infinix GT 50 Pro 512GB: ปฏิวัติวงการเกมมิ่งโฟนระดับพรีเมียม พร้อมขุมพลัง Google AI Plus ปลดล็อกความลื่นไหลระดับโปร

    วงการสมาร์ตโฟนสายเกมมิ่งในประเทศไทยต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อแบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลกอย่าง อินฟินิกซ์ (Infinix) ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นท็อปอัพเกรดล่าสุดอย่าง “Infinix GT 50 Pro” รุ่นความจุสะใจ 512GB อย่างเป็นทางการในประเทศไทย การกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มเพียงแค่พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมและการทำงานยุคใหม่ให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจับมือร่วมกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเพื่อมอบแพ็คเกจ Google AI Plus สุดพิเศษ ซึ่งถือเป็นการตอบรับกระแสความนิยมอย่างท่วมท้นหลังจากที่รุ่นก่อนหน้าได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากเหล่าเกมเมอร์ชาวไทยในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ช่วยตอบโจทย์ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการประมวลผลและการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ

    หน้าจอสุดล้ำและชิปเซ็ตประมวลผลทรงพลังเพื่อคอเกมตัวจริง

    สำหรับสเปกภายในของ Infinix GT 50 Pro 512GB นั้น เรียกได้ว่าจัดเต็มเพื่อตอบสนองความต้องการของสายฮาร์ดคอร์เกมเมอร์โดยเฉพาะ เริ่มต้นจากหน้าจอแสดงผลทรงพลังแบบ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดสูงถึง 1.5K ที่มาพร้อมกับความสว่างสูงสุดถึง 4500 Nits ทำให้การเล่นเกมกลางแจ้งหรือในที่แสงจ้าไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป พร้อมทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจกหน้าจอสุดแกร่ง Corning Gorilla Glass 7i ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและการตกกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม โดยตัวเครื่องยังได้รับมาตรฐานกันฝุ่นและน้ำที่ระดับ IP64 อีกด้วย นอกจากนี้ ตัวหน้าจอยังรองรับอัตรารีเฟรชเรตที่สูงถึง 144 Hz ภายใต้ระบบนิเวศการเล่นเกมที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ภาพกราฟิกในเกมยอดฮิตอย่าง MLBB, Free Fire หรือ Call of Duty ลื่นไหลอย่างไร้รอยต่อ โดยมีขุมพลังขับเคลื่อนหลักจากชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8400 Ultimate ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลแปดคอร์ (Octa-core) ความเร็วสูงสุด 3.25 GHz ทำให้ทุกการตอบสนองรวดเร็วทันใจในทุกจังหวะสำคัญของการแข่งขัน

    ความจำจัดเต็มพร้อมเทคโนโลยีระบายความร้อนและฟังก์ชันการควบคุมระดับโปร

    เพื่อรองรับการเล่นเกมอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีปัญหาเครื่องร้อนหรือประสิทธิภาพตก Infinix ได้ติดตั้งระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวสุดล้ำ HydroFlow Liquid Cooling ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของตัวเครื่องให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตลอดเวลา ผสานการทำงานร่วมกับหน่วยความจำที่ใหญ่จุใจด้วย ROM ขนาด 512GB และ RAM ในตัวเครื่อง 12GB ที่สามารถเพิ่มความจุ RAM เสมือนได้สูงสุดอีก 12GB รวมเป็น 24GB ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถลงเกมระดับบิ๊กเนมแนว FPS, MOBA หรือ MMORPG ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่เครื่องจะเต็ม นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์พิเศษเพื่อเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Pressure-Sense GT Trigger ระบบสัมผัสที่สามารถรับรู้น้ำหนักการกดและการปัดหน้าจอที่ละเอียดอ่อน แม่นยำ ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับลำโพงคู่คุณภาพสูงที่รองรับระบบเสียงสมจริงรอบทิศทางอย่าง Dolby Atmos มอบประสบการณ์ความบันเทิงที่เต็มอิ่มและสมจริงที่สุดในทุกมิติ

    ผสานเทคโนโลยี Google AI Plus ปรับสมดุลการทำงานและการเล่นเกมอย่างลงตัว

    ความน่าสนใจที่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของการเปิดตัวในครั้งนี้คือการมอบสิทธิ์เข้าใช้งานแพ็คเกจ Google AI Plus ฟรีนานถึง 3 เดือนเต็ม สำหรับผู้ที่จับจองเป็นเจ้าของ Infinix GT 50 Pro รุ่น 512GB ซึ่งแพ็คเกจนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับเทคโนโลยีคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ระดับพรีเมียมจาก Google โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud ขนาดมหึมาถึง 2TB ผ่าน Google One รวมถึงการเปิดใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Gemini ที่ผสานการทำงานเข้ากับแอปพลิเคชันยอดนิยมในชีวิตประจำวัน เช่น Gmail, Docs, Sheets และ Slides ได้อย่างลื่นไหล ทั้งยังมีฟีเจอร์ช่วยสร้างสรรค์ภาพถ่ายและกราฟิกด้วยพลัง AI ไปจนถึงคอร์สเรียนรู้การใช้งาน Gemini เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียน ช่วยยกระดับสมาร์ตโฟนเกมมิ่งเครื่องนี้ให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการทำงานยุคดิจิทัลได้อย่างรอบด้านและทรงประสิทธิภาพสูงสุด

    ราคาและการจัดจำหน่าย สมาร์ตโฟนสุดคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

    Infinix GT 50 Pro รุ่นความจุ 512GB พร้อม RAM สูงสุด 24GB นี้ ถือเป็นสมาร์ตโฟนที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ทุกมิติของชีวิตดิจิทัลทั้งการเล่นเกมและการทำงานขั้นสูงอย่างแท้จริง โดยเปิดตัวในราคาสุดเร้าใจเพียง 19,999 บาทเท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเป็นเจ้าของ สามารถเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada และ TikTok Shop หรือหากต้องการสัมผัสและทดลองใช้งานเครื่องจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ก็สามารถเดินทางไปที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ BaNANA, Jaymart, IT City, True Shop, Advice, Com7 และ TG Fone ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มาร่วมสัมผัสประสบการณ์เกมมิ่งยุคใหม่ที่ผสานพลังแห่งปัญญาประดิษฐ์อย่างไร้ขีดจำกัดไปกับอินฟินิกซ์ สมาร์ตโฟนที่จะเปลี่ยนทุกการเล่นเกมและการทำงานของคุณให้กลายเป็นเรื่องง่ายและสนุกสนานยิ่งกว่าที่เคย