
เปิดตัว DJI Mic Mini 2S ไมค์ไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมการบันทึกเสียง 32-bit Float นาน 28 ชั่วโมง ระบบตัดเสียงรบกวน AI 2 ระดับ และการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่นรองรับการใช้งานระดับโปรในราคาสุดคุ้ม


วงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ DJI เปิดตัว DJI Mic Mini 2S ไมค์ไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานในทุกสถานการณ์อย่างเหนือชั้น ด้วยจุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการบันทึกเสียงภายในตัวได้ยาวนานสูงสุดถึง 28 ชั่วโมง พร้อมยกระดับเทคโนโลยีการบันทึกด้วยระบบ 32-bit Float ซึ่งช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถจัดการกับช่วงไดนามิกของเสียงได้อย่างอิสระในขั้นตอนการตัดต่อ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกระซิบที่เบาบางไปจนถึงเสียงดังฉับพลันที่คาดไม่ถึง คุณก็สามารถบันทึกรายละเอียดเหล่านั้นไว้ได้อย่างคมชัดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงแตกพร่าอีกต่อไป นอกจากนี้ตัวส่งสัญญาณแต่ละตัวยังมาพร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในตัวถึง 14.5 GB ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกวินาทีสำคัญของคุณจะถูกบันทึกไว้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกการถ่ายทำ

หัวใจสำคัญของ DJI Mic Mini 2S คือการประมวลผลเสียงที่แม่นยำผ่านระบบตัดเสียงรบกวนด้วย AI ถึง 2 ระดับ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เข้ากับทุกสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกเสียงภายในอาคารที่ต้องการลดเสียงก้องและเสียงเครื่องปรับอากาศด้วยโหมด Basic ไปจนถึงการใช้งานกลางแจ้งท่ามกลางเสียงรบกวนหนาแน่นด้วยโหมด Strong ระบบอัจฉริยะเหล่านี้จะช่วยรักษาความคมชัดของเสียงพูดให้โดดเด่นเสมอ อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ป้องกันการตัดยอดสัญญาณอัตโนมัติ (Anti-Clipping) และการปรับสมดุลความดังแบบเรียลไทม์ เพื่อให้เอาต์พุตเสียงมีความสม่ำเสมอในทุกช่วง นอกจากนี้ ครีเอเตอร์ยังสามารถเลือกพรีเซ็ตโทนเสียงได้ถึง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Regular เพื่อความสมดุล, Bright เพื่อความสดใส หรือ Rich เพื่อความอบอุ่นลึกซึ้ง ทำให้คุณได้คุณภาพเสียงระดับสตูดิโอโดยใช้เวลาจัดการในขั้นตอนโพสต์โปรดักชันน้อยที่สุด


การออกแบบของ DJI Mic Mini 2S มุ่งเน้นไปที่ความกะทัดรัดและน้ำหนักที่เบาเพียง 12 กรัม ซึ่งเอื้อต่อการติดหนีบหรือติดตั้งด้วยแม่เหล็กกับเสื้อผ้าได้อย่างแนบเนียน ไม่เกะกะสายตาขณะใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น ตัวระบบยังรองรับการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนด้วยการทำงานร่วมกับตัวส่งสัญญาณ (TX) ได้สูงสุดถึง 4 ตัวต่อตัวรับสัญญาณ (RX) 1 ตัว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการบันทึกเสียงแบบพอดแคสต์ การสัมภาษณ์กลุ่ม หรือการสนทนาบนโต๊ะกลม นอกจากความคล่องตัวแล้ว ดีไซน์ภายนอกยังสามารถปรับแต่งได้ด้วยฝาหน้าแม่เหล็กสีสันสดใส หรือคอลเลกชันพิเศษอย่าง Time Series ที่ร่วมมือกับศิลปินชื่อดังอย่าง Victo Ngai เพื่อสะท้อนตัวตนและแรงบันดาลใจในทุกการสร้างสรรค์ผลงานของคุณให้ดูดีและมีสไตล์ไม่เหมือนใคร

เพื่อให้เวิร์กโฟลว์ของครีเอเตอร์เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด DJI Mic Mini 2S จึงสามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับกล้องและอุปกรณ์ในซีรีส์ Osmo ได้ทันทีผ่านฟีเจอร์ OsmoAudio Direct Connection ซึ่งช่วยตัดขั้นตอนการติดตั้งที่ซับซ้อนออกไป โดยสามารถส่งผ่านคุณภาพเสียงพรีเมียมระดับ 48kHz 24 บิตได้โดยตรงจากไมค์เข้าสู่กล้องอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Osmo Pocket หรือ Action series รุ่นยอดนิยม คุณจะได้รับประสบการณ์การบันทึกเสียงแบบไร้สายที่ลื่นไหลและเสถียรที่สุด ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับทั้งมือใหม่และมือโปรที่ต้องการอัปเกรดระบบการทำงานเดิมที่มีอยู่ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้คือการยืนยันว่า DJI ไม่เพียงแค่เป็นผู้นำด้านโดรน แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเสียงที่ทำให้การผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูงเป็นเรื่องที่ง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนในยุคดิจิทัลนี้

หัวเว่ยเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด HUAWEI Pura 90s Series ในประเทศไทย ชูจุดเด่นระบบนิเวศ AppGallery ที่สมบูรณ์แบบ รองรับแอปไทยครบครัน ผสานกล้อง AI 200MP และความเร็วระดับ 5G Advanced พร้อมโปรโมชันพรีออเดอร์สุดคุ้ม

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและอีโคซิสเต็มอัจฉริยะ ด้วยการประกาศเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง HUAWEI Pura 90s Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การมาถึงของนวัตกรรมชิ้นโบแดงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดตัวโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ แต่คือการยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง ผ่านการทำงานร่วมกับ HUAWEI AppGallery ศูนย์รวมแอปพลิเคชันที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันธุรกรรมทางการเงินและกระเป๋าเงินดิจิทัลยอดนิยมอย่าง K PLUS, Krungthai NEXT, SCB EASY, เป๋าตัง และ TrueMoney ไปจนถึงแอปพลิเคชันช้อปปิ้งชั้นนำอย่าง Shopee, Lazada และแอปบริการภาครัฐอย่าง ThaID ที่ผู้ใช้งานสามารถค้นหา ติดตั้ง และอัปเดตทุกแอปพลิเคชันพร้อมกันได้ง่ายๆ เพียงปุ่มเดียวผ่านฟังก์ชัน Update All และระบบการทำงานเบื้องหลังที่นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ

นอกจากความสมบูรณ์แบบทางด้านซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันแล้ว HUAWEI Pura 90s Series ยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลที่ชื่นชอบการสร้างสรรค์เนื้อหาบนโลกออนไลน์อย่างเข้มข้น ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูง 5G Advanced ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรและความรวดเร็วเหนือชั้น พร้อมเสริมทัพด้วยระบบ Super Uplink Network ที่เข้ามาปฏิวัติความเร็วในการอัปโหลดข้อมูลได้อย่างน่าทึ่ง ช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าขณะส่งไฟล์งานขนาดใหญ่หรือขณะทำการไลฟ์สตรีมมิ่งที่มีความละเอียดสูงได้อย่างดีเยี่ยม นับเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์เหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์และบล็อกเกอร์ชาวไทยอย่างยิ่ง เพราะสามารถอัปโหลดวิดีโอระดับ 4K ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง TikTok, Instagram Reels หรือ YouTube ได้อย่างรวดเร็วฉับไว ไร้การสะดุด แม้ในสถานการณ์ที่ต้องใช้งานหนาแน่นเป็นพิเศษ เช่น การชมคอนเสิร์ตใหญ่หรือการเข้าร่วมงานเทศกาลสำคัญท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือนวัตกรรมกล้องถ่ายภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Pura ซึ่งในรอบนี้ HUAWEI Pura 90s Series ได้พลิกโฉมหน้าใหม่ให้แก่วงการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน ด้วยการผสานฮาร์ดแวร์ระดับท็อปอย่างกล้องเทเลโฟโต้มุมกว้างพิเศษที่มีเซนเซอร์ความละเอียดสูงถึง 200 ล้านพิกเซล ช่วยให้สามารถซูมภาพเก็บรายละเอียดระยะไกลได้อย่างคมชัดเป็นเลิศ พร้อมเลนส์เสริมสีจริง True-to-Colour Camera 2.0 ที่ให้สีสันตรงตามตาเห็นอย่างไม่ผิดเพี้ยน โดยในรุ่น Pro Max จะโดดเด่นด้วยกล้อง HDR เก็บแสงเหนือระดับ ในขณะที่รุ่น Pro จะมาพร้อมกับกล้องเทเลโฟโตมาโครเก็บแสงชั้นยอด ยิ่งไปกว่านั้น ระบบกล้องนี้ยังได้รับการอัปเกรดด้วยผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง เทคโนโลยี AI อัจฉริยะระดับมืออาชีพ ที่ช่วยตั้งแต่การแนะนำการจัดวางมุมมองภาพ การปรับแต่งขยับตำแหน่งวัตถุ การลบคนหรือสิ่งกีดขวางในฉากหลังได้อย่างเรียบเนียนอัศจรรย์ ไปจนถึงระบบอัจฉริยะช่วยเลือกสีหน้าและรอยยิ้มที่ดีที่สุดของทุกคนในการถ่ายภาพหมู่ และการขจัดแสงสะท้อนบนกระจกได้อย่างสมบูรณ์แบบ


สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนสุดล้ำรุ่นนี้ ทางหัวเว่ยเตรียมเปิดฉากต้อนรับทุกคนด้วยข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรอบพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ถึง 13 สิงหาคม 2569 โดยผู้ที่สั่งจองรุ่นสูงสุดอย่าง HUAWEI Pura 90s Pro Max จะได้รับของสมนาคุณและสิทธิ์แลกซื้อรวมมูลค่าสูงสุดถึง 24,470 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยความคุ้มครองระดับพรีเมียม อะแดปเตอร์ชาร์จไวสุดทรงพลัง 100W และสิทธิ์แลกซื้อแท็บเล็ตคู่ใจในราคาพิเศษ ส่วนผู้ที่จับจองรุ่น HUAWEI Pura 90s Pro ก็จะได้รับของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟรวมมูลค่าสูงสุด 14,170 บาท พร้อมนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นใหม่ทันที นอกจากนี้ ลูกค้าทุกคนยังจะได้รับการดูแลสุดอุ่นใจภายใต้บริการ HUAWEI Care+ ที่ดูแลเรื่องความเสียหายจากอุบัติเหตุและการเปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรี ตลอดจนบริการดูแลแบบตัวต่อตัวผ่านช่องทางออนไลน์ VIP Service ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจขั้นสูงสุดที่ทางหัวเว่ยมอบให้แก่ฐานลูกค้าในประเทศไทย

เลอโนโวจับมือมูลนิธิอีสปอร์ตประกาศความเป็นพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งระดับโลกในมหกรรม Esports World Cup 2026 ณ กรุงปารีส พร้อมยกทัพฮาร์ดแวร์เกมมิ่งประสิทธิภาพสูงอย่าง Lenovo Legion มารองรับระบบการแข่งขันและการถ่ายทอดสดตลอดทัวร์นาเมนต์ 7 สัปดาห์
วงการอีสปอร์ตระดับโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อมูลนิธิอีสปอร์ต (The Esports Foundation) และเลอโนโว (Lenovo) ได้ประกาศขยายความร่วมมือครั้งสำคัญอย่างเป็นทางการ โดยเลอโนโวจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งระดับโลก (Founding Partner) ของมหกรรมกีฬาอีสปอร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพีอย่าง Esports World Cup 2026 (EWC) ซึ่งจะถูกเนรมิตขึ้นอย่างอลังการ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2569 นี้ การก้าวเข้ามาของเลอโนโวในฐานะพาร์ทเนอร์หลักในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของแบรนด์เกมมิ่งระดับโลกอย่าง Lenovo Legion™ เท่านั้น แต่ยังเป็นการนำนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเหล่านักกีฬาและแฟนคลับทั่วโลกตลอดระยะเวลา 7 สัปดาห์เต็มของการแข่งขัน
มหกรรม Esports World Cup 2026 ในปารีสครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่จะรวบรวมสุดยอดฝีมือกว่า 2,000 ชีวิต จากกว่า 200 ทีมชั้นนำ จาก 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อมาห้ำหั่นกันใน 24 เกมดัง ผ่าน 25 ทัวร์นาเมนต์การแข่งขัน เพื่อช่วงชิงเงินรางวัลรวมที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งความยิ่งใหญ่ระดับนี้จำเป็นต้องพึ่งพาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ทรงพลังและเสถียรที่สุด โดยเลอโนโวพร้อมส่ง Lenovo Legion Tower 7i และ Tower 5i พีซีเดสก์ท็อประดับท็อปพร้อมจอมอนิเตอร์ประสิทธิภาพสูง เข้าไปเป็นหัวใจหลักในการประมวลผลการแข่งขันในสนามแข่งจริง ตลอดจนสนับสนุนพื้นที่ซ้อม สตูดิโอถ่ายทอดสด และกิจกรรมต่างๆ ทั่วเมืองปารีส เพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันนับพันแมตช์และการถ่ายทอดสดแบบไร้รอยต่อจะดำเนินไปได้อย่างไร้ที่ติ ดั่งที่ นายโมฮัมเหม็ด อัล นิเมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ของมูลนิธิอีสปอร์ต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบหลังบ้านอันแข็งแกร่งที่เลอโนโวจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังที่ทำให้งานระดับโลกครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไฮไลต์เด็ดที่น่าจับตามองในงาน EWC 2026 ครั้งนี้คือการอวดโฉมนวัตกรรมคอนเซปต์สุดล้ำที่จะมาเปิดประสบการณ์โลกเกมมิ่งในอนาคตอย่าง Lenovo Legion Pro Rollable Concept แล็ปท็อปเกมมิ่งหน้าจอ OLED ขนาดยืดหยุ่นที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมืออันแนบแน่น ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2026 โดยหน้าจอขนาด 16 นิ้วที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี PureSight OLED นี้ สามารถขยายขนาดเฟรมหน้าจอเพิ่มขึ้นได้ถึง 21.5 นิ้ว และสูงสุดถึง 24 นิ้ว ตอบโจทย์นักกีฬาอีสปอร์ตระดับมืออาชีพที่ต้องเดินทางไปแข่งขันทั่วโลกแต่ยังต้องการอุปกรณ์พกพาที่ให้ประสิทธิภาพและพื้นที่การมองเห็นสูงสุดเสมือนซ้อมอยู่บ้าน นอกจากนี้แฟนๆ ที่เดินทางมาร่วมงานในปารีสยังสามารถเข้ามาสัมผัสเครื่องจริงและสัมผัสประสบการณ์ความแรงของกองทัพแล็ปท็อป แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ของครอบครัว Legion ได้อย่างใกล้ชิดที่บูทนิทรรศการ รวมถึงร่วมสนุกในโซนพิเศษอย่าง Legion Gauntlet ที่พร้อมแจกของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟและปล่อยคอนเทนต์เบื้องหลังแบบเจาะลึกตลอดการแข่งขัน
ความร่วมมืออย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากงาน EWC 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นเลอโนโวได้สนับสนุนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงไปมากกว่า 2,000 ชิ้น เพื่อขับเคลื่อนทั้งในส่วนของการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ โซนนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการถ่ายทอดสด จนสามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกกว่า 750 ล้านคนในหลากหลายภาษา สำหรับปี 2026 นี้ เลอโนโวจึงพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อจารึกชื่อในฐานะแบรนด์เกมมิ่งที่นักกีฬาไว้วางใจในการทำลายสถิติสูงสุดในสนามแข่งระดับโลก โดยแฟนๆ อีสปอร์ตสามารถติดตามคอนเทนต์เบื้องลึกเบื้องหลัง ทั้งการเซ็ตอัปอุปกรณ์และบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของเหล่านักกีฬาระดับโลกได้ตลอดทั้งฤดูร้อนนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในสมรภูมิปารีสที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และน่าจดจำ

realme ฉลองเทศกาลวันแม่ 2569 ด้วยแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1-14 สิงหาคม มอบโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษและของแถมมากมายสำหรับสมาร์ตโฟนยอดฮิตทุกระดับ เพื่อมอบของขวัญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณแม่ยุคดิจิทัลได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
เทศกาลวันแม่แห่งชาติถือเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่ลูก ๆ จะได้แสดงความกตัญญูและความรักต่อผู้มีพระคุณ และในปีพุทธศักราช 2569 นี้ แบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกสำหรับคนรุ่นใหม่อย่าง realme (เรียลมี) ก็ไม่พลาดที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความรู้สึกดี ๆ ผ่านแคมเปญสุดพิเศษต้อนรับวันแม่ ระหว่างวันที่ 1-14 สิงหาคม 2569 โดยการจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มค่าที่นำเสนอสมาร์ตโฟนหลากหลายรุ่นเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ยุคดิจิทัล แคมเปญนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอส่วนลดมูลค่าสูงสุดถึง 1,000 บาท และสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับของแถมระดับพรีเมียมและสิทธิพิเศษที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อเปลี่ยนโฉมการใช้ชีวิตประจำวันของคุณแม่ให้ก้าวล้ำ สะดวกสบาย และมีความสุขในทุก ๆ วันอย่างแท้จริง

สำหรับคุณแม่ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและหลงใหลในความสมบูรณ์แบบระดับพรีเมียม ไฮไลต์แรกของแคมเปญอย่าง realme 16 Series 5G ถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง สมาร์ตโฟนตระกูลนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นสุดยอดกล้องพอร์ตเทรตด้วยเทคโนโลยีกล้องความละเอียดสูงถึง 200MP LumaColor Portrait Master ผสานการออกแบบตัวเครื่องสุดหรูสไตล์ Urban Wild จากดีไซเนอร์ระดับโลก พร้อมหน้าจอแสดงผล AMOLED ที่ลื่นไหลถึง 144Hz และแบตเตอรี่ Titan ขนาดมหึมา 7000mAh โดยรุ่นท็อปอย่าง realme 16 Pro+ 5G รุ่นความจุ 12+512GB เปิดตัวในราคาเพียง 23,999 บาท และรุ่นความจุ 12+256GB ในราคา 20,999 บาท ขณะที่ realme 16 Pro 5G ราคาเพียง 16,999 บาท และรุ่นเริ่มต้นในซีรีส์อย่าง realme 16 5G ราคา 13,999 บาท ซึ่งนอกจากราคาพิเศษแล้ว ผู้ซื้อยังจะได้รับชุดหูฟัง realme Techlife และประกันหน้าจอแตกนานถึง 180 วันฟรีทันที พร้อมโปรโมชั่นการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่นผ่านทาง SG Finance, S Leasing และ U-Fund ที่เริ่มต้นด้วยการดาวน์เพียง 0% ถึง 10% เท่านั้น

ถัดมาที่สมาร์ตโฟนสำหรับคุณแม่สายลุยที่ต้องการความคุ้มค่าและความทนทานในการเดินทางกับครอบครัวอย่าง realme 15 Series 5G ซึ่งโดดเด่นด้วยนวัตกรรมกล้อง Triple 50MP AI Camera ที่สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K 60fps ได้อย่างคมชัดครบทั้งสามเลนส์ พร้อมรองรับการใช้งานยาวนานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ 7000mAh และระบบชาร์จเร็วทันใจระดับ 80W SUPERVOOC โดยในซีรีส์นี้ประกอบด้วย realme 15 Pro 5G รุ่นความจุ 12+512GB ราคาพิเศษเพียง 16,999 บาท และรุ่นเริ่มต้นเพียง 14,999 บาท ส่วน realme 15 5G รุ่นความจุ 12+256GB ราคา 12,999 บาท และรุ่นสุดคุ้ม realme 15T ที่มาพร้อมราคาเร้าใจในรุ่นความจุสูงสุด 8+512GB เพียง 11,999 บาท และ 8+256GB เพียง 9,999 บาท โดยผู้ซื้อจะได้รับของสมนาคุณสุดพิเศษเป็นกระเป๋าเป้เดินทาง realme Special Bagpack และเก้าอี้สนามแบบพับได้ realme Folding Chair พร้อมรับส่วนลดเพิ่มทันที 500 บาท หรือหากเลือกซื้อผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำอย่าง AIS และ True ก็สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 8,299 บาทเท่านั้น

หากคุณกำลังมองหาสมาร์ตโฟนที่มีประสิทธิภาพทนทานและอึดเป็นพิเศษในงบประมาณที่เข้าถึงง่ายสำหรับคุณแม่ realme C100x คือคำตอบสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด เจ้าของฉายา Battery Champion รุ่นนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในระดับเดียวกันถึง 8,000mAh พร้อมระบบชาร์จไว 45W และตัวเครื่องที่ใช้โครงสร้างความทนทานมาตรฐานทหารอย่าง ArmorShell ช่วยป้องกันแรงกระแทกได้รอบด้าน โดยรุ่นความจุ 4+256GB วางจำหน่ายในราคาพิเศษและได้รับของแถมเป็นกระเป๋า realme Crossbody Bag สุดเท่ พร้อมส่วนลดพิเศษเมื่อซื้อผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย AIS ในราคาเพียง 6,249 บาท และ True ในราคา 6,400 บาท ยิ่งไปกว่านั้น แคมเปญนี้ยังมอบโอกาสสุดคุ้มให้คุณแม่ได้ก้าวสู่ระบบนิเวศอัจฉริยะ (IoT) ด้วยส่วนลดแบบ Bundle ทันที 200 บาท เมื่อซื้อสมาร์ตโฟน realme 16 Series ควบคู่กับสมาร์ตวอตช์รักสุขภาพอย่าง realme Watch S5 หรือหูฟังไร้สายคุณภาพเสียงระดับโปรอย่าง realme Buds T500 Pro เพื่อดูแลทั้งเรื่องสุขภาพและการพักผ่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพ

แคมเปญส่งต่อความรักต้อนรับเทศกาลวันแม่ในปีนี้ของ realme จึงนับเป็นการรวมตัวของนวัตกรรมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและโปรโมชั่นสุดคุ้มค่าที่ไม่มีครั้งไหนเทียบได้ มอบทั้งความห่วงใย ความบันเทิง และความอุ่นใจในการใช้งานตลอดอายุการใช้งานของตัวเครื่อง เพื่อให้วันแม่ปีนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความประทับใจ และความผูกพันของทุกคนในครอบครัวที่แนบแน่นยิ่งขึ้นผ่านของขวัญดิจิทัลชิ้นสำคัญชิ้นนี้ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขและมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคุณแม่ สามารถเข้าร่วมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในราคาโปรโมชั่นพิเศษสุดพร้อมของแถมจัดเต็มนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1-14 สิงหาคม 2569 ที่ realme Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

เสียวหมี่ เปิดตัว Xiaomi SkyNomad Series รถ SUV ครอบครัวอัจฉริยะรุ่นแรกบนแพลตฟอร์ม Xiaomi Kunlun โดดเด่นด้วยห้องโดยสารพื้นเรียบสนิท เบาะนั่งปรับเปลี่ยนได้หลากหลายแบบ และระยะทางวิ่งไกลสุดขีดถึง 1,705 กิโลเมตร

นับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของเสียวหมี่ อีวี (Xiaomi EV) ที่ได้ประกาศเปิดตัวรถยนต์อัจฉริยะตระกูลล่าสุดอย่าง Xiaomi SkyNomad Series อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของแบรนด์ที่สร้างสรรค์ขึ้นบนสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มระดับปฏิวัติวงการอย่าง Xiaomi Kunlun โดยในครั้งนี้เสียวหมี่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะนิยามความหมายของรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่เพื่อครอบครัวขึ้นมาใหม่ โดยเน้นไปที่จุดแข็งสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นประวัติการณ์ พื้นห้องโดยสารที่เรียบสนิทตลอดทั้งคัน และเบาะนั่งที่สามารถปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมภายในได้อย่างไร้ข้อจำกัด การเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมกับสองรุ่นย่อยทรงพลัง ได้แก่ Xiaomi SkyNomad N90 Max รถ SUV 7 ที่นั่งระดับเรือธงระยะเดินทางไกล และ Xiaomi SkyNomad N70 Max รถ SUV 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับครอบครัวที่ต้องการความคล่องตัวแต่ยังคงไว้ซึ่งความพรีเมียมอันเป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่ทำให้ Xiaomi SkyNomad Series โดดเด่นและแตกต่างจาก SUV ขนาดใหญ่ทั่วไปในท้องตลาด คือปรัชญาการออกแบบที่ยึดเอาฟังก์ชันและพื้นที่ใช้สอยเป็นตัวนำอย่างแท้จริง โดยแพลตฟอร์ม Xiaomi Kunlun ได้รับการพัฒนาและจัดสรรองค์ประกอบทางวิศวกรรมใน 3 แกนหลักเพื่อคืนพื้นที่ให้แก่ห้องโดยสารอย่างสูงสุด เริ่มต้นจากแกน X ที่มีการบีบอัดขนาดห้องเครื่องยนต์ด้านหน้าให้เหลือเพียง 1,265 มิลลิเมตร ด้วยการรวมระบบขับเคลื่อน EREV แบบ 5-in-1 และโมดูลระบายความร้อนไว้ด้วยกัน ขณะที่แกน Y มีการปรับโครงสร้างซุ้มล้อและระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบแยกส่วน ช่วยกู้คืนความสูงเหนือศีรษะในแถวที่สาม และในแกน Z ที่น่าทึ่งที่สุดคือการผสานชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าด้านหลังแบบแกนร่วมเข้ากับการปรับดีไซน์แบตเตอรี่ใหม่ ทำให้พื้นห้องโดยสารของรถคันนี้ เรียบสนิทต่อเนื่องตั้งแต่คอนโซลหน้าไปจนถึงพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถ โดยไม่มีขั้นบันไดหรือส่วนนูนให้กวนใจ มอบความยาวของพื้นเรียบรวมเกือบ 3 เมตร และคิดเป็นพื้นที่ใช้งานจริงกว่า 4.4 ตารางเมตร ซึ่งเอื้อต่อการจัดสรรพื้นที่ภายในได้อย่างน่าอัศจรรย์


ภายนอกของ Xiaomi SkyNomad สะท้อนถึงความมั่นคงและทรงพลังด้วยสัดส่วนตัวถังที่ตั้งตรงแต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวตามหลักอากาศพลศาสตร์ โดยผ่านการปรับแต่งทางวิศวกรรมกว่า 140 จุด ส่งผลให้รุ่น N90 Max มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.255 Cd เท่านั้น ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือน "บ้านเคลื่อนที่" ที่อบอุ่นและหรูหรา โดยกว่า 95% ของพื้นผิวสัมผัสหุ้มด้วยวัสดุอ่อนนุ่มเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับทารกระดับสากล OEKO-TEX® มอบความอุ่นใจให้กับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เบาะนั่งโซฟาหนานุ่ม 12 ชั้นที่มาพร้อมระบบนวดระบายอากาศและโหมดสภาวะไร้น้ำหนัก (Zero-Gravity) ทั้งนี้ยังมาพร้อมเฉดสีภายนอกใหม่อย่างเขียว Mountain Green และฟ้า Valley Blue ที่สะท้อนความงดงามของธรรมชาติได้อย่างลุ่มลึก ผสานความหรูหราของแผงคอนโซลกลางแบบตู้เลื่อนอเนกประสงค์ที่มีตู้เย็นระบบคอมเพรสเซอร์และแท่นชาร์จไร้สายในตัว




จากความมหัศจรรย์ของระบบพื้นเรียบสนิทและรางเลื่อนเบาะนั่งแบบยาวพิเศษอลูมิเนียมเกรดอากาศยาน Xiaomi SkyNomad เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานปรับเปลี่ยนรูปแบบห้องโดยสารได้มากกว่าที่เคยจินตนาการไว้ ไม่ว่าจะเป็น "โหมดห้องรับรองแบบหันหน้าเข้าหากัน" ที่สามารถหมุนเบาะคู่หน้ากลับมาพูดคุยหรือเล่นสนุกกับเด็กๆ ในแถวสองและสามได้อย่างใกล้ชิด หรือ "โหมดเฟิร์สคลาสระดับผู้บริหาร" ที่เลื่อนเบาะแถวสองถอยหลังสุดเพื่อมอบพื้นที่วางขาที่กว้างขวางถึง 1.55 เมตร และหากต้องการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดยาว ตัวรถยังสามารถเปลี่ยนสภาพเป็น "เตียงนอนขนาดใหญ่พิเศษความยาว 2.3 เมตร" สำหรับนอนแคมป์ปิ้งชมดาวผ่านหลังคาแก้วได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังมีระบบประตูไฟฟ้าอัจฉริยะที่เปิดได้กว้างเกือบ 90 องศา และบันไดข้างไฟฟ้าที่ช่วยให้เด็กและผู้สูงอายุเข้า-ออกห้องโดยสารได้อย่างสะดวกและปลอดภัยในทุกทริปการเดินทาง


ด้านความปลอดภัย เสียวหมี่ได้สร้างสรรค์ตัวถังแบบโครงสร้างกรงนิรภัย Armor Cage ที่ผสมผสานเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงพิเศษ 2,200 MPa และโครงสร้างวงแหวนประตูขึ้นรูปร้อน 13 จุด พร้อมติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบคันถึง 12 ตำแหน่ง และมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง (HAD) ที่ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะ LiDAR เรดาร์ 4D และชิปประมวลผลทรงพลัง ด้านขุมพลังขับเคลื่อนมาพร้อมระบบ Xiaomi Kunlun HyperRange สถาปัตยกรรม EREV ที่ทลายขีดจำกัดเดิมๆ มอบระยะการเดินทางด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุดถึง 505 กิโลเมตร และเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ขยายระยะทางอัจฉริยะและถังน้ำมันขนาดใหญ่ จะสามารถทำระยะทางวิ่งรวมได้สูงสุดถึง 1,705 กิโลเมตร หมดปัญหาความกังวลในการเดินทางไกล พร้อมด้วยระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับได้ 5 ระดับและโช้กอัพปรับความหนืดต่อเนื่องที่สืบทอดพันธุกรรมความขับสนุกและนุ่มนวลมาจาก Xiaomi SU7 ทำให้รถ SUV ขนาดใหญ่คันนี้ขับง่าย คล่องตัว และปลอดภัยอย่างสูงสุดในทุกการเดินทาง

