
โซนี่ไทยเปิดตัวลําโพงปาร์ตี้พลังเบสรุ่นใหม่ในตระกูล ULT POWER SOUND ทั้งหมด 3 รุ่น นำโดย ULT TOWER 5 ชูจุดเด่นเรื่องความสะดวกในการพกพา ฟีเจอร์คาราโอเกะเต็มรูปแบบพร้อมระบบวัดคะแนนเสียง และคุณภาพเสียงเบสลึกสุดพลังที่จูนโดยทีมโปรดิวเซอร์ระดับโลก

สำหรับคนรักเสียงเพลงและสายปาร์ตี้ที่กำลังมองหาพลังเสียงที่จะมาปลุกความมันให้เร้าใจยิ่งกว่าเดิม ล่าสุด บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการเครื่องเสียงอีกครั้งด้วยการเปิดตัวลำโพงปาร์ตี้รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมกันถึง 3 รุ่นในตระกูล ULT POWER SOUND ได้แก่ ULT TOWER 5, ULT TOWER 7 และ ULT TOWER MAX ซึ่งมาพร้อมกับนิยาม “Massive Bass. Ultimate Vibe.” เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของสายสังสรรค์และคอคาราโอเกะอย่างแท้จริง การเปิดตัวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องของพลังเสียงเบสที่หนักแน่นเป็นเอกลักษณ์ของโซนี่เท่านั้น แต่ยังใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบที่คำนึงถึงความสะดวกสบายในการเคลื่อนย้าย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพกพาความสนุกและบรรยากาศปาร์ตี้สุดเร้าใจไปสร้างสีสันได้ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมุมโปรดในบ้านหรือการจัดกิจกรรมสุดมันนอกสถานที่ก็ตาม

เริ่มต้นกันที่รุ่นไฮไลต์ที่น่าจับตามองอย่าง ULT TOWER 5 ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อเอาใจผู้ที่ต้องการลำโพงปาร์ตี้ขนาดกำลังดีแต่ให้ประสิทธิภาพที่เกินตัว ด้วยตัวเครื่องที่กะทัดรัดและคล่องตัวเมื่อเทียบกับลำโพงขนาดใหญ่ทั่วไป แต่ยังสามารถขับพลังเสียงกระหึ่มสะใจได้สูงสุดถึง 300 วัตต์ พร้อมทั้งมีแบตเตอรี่ในตัวที่ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 20 ชั่วโมง และยังมาพร้อมกับมาตรฐานการกันน้ำระดับ IPX4 เมื่อวางใช้งานในแนวตั้ง ทำให้หมดกังวลเรื่องการใช้งานกลางแจ้งหรือริมสระน้ำ นอกเหนือจากพลังเสียงที่เป็นเลิศแล้ว ลำโพงรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์คาราโอเกะแบบจัดเต็มที่ให้ผู้ใช้งานสามารถเสียบไมค์แล้วร้องเพลงโปรดได้ทันที โดยสามารถปรับแต่งระดับเสียงไมโครโฟน ปรับเสียงเอคโค่ (Echo) และปรับคีย์เพลงให้เข้ากับเนื้อเสียงของตัวเองได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น โซนี่ยังเพิ่มความสนุกด้วยแอปพลิเคชัน Sony | Sound Connect ที่มีฟีเจอร์ Karaoke Scoring ช่วยวัดคะแนนการร้องเพลงแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนกิจกรรมการร้องเพลงธรรมดาให้กลายเป็นเกมประชันเสียงร้องที่สร้างเสียงหัวเราะและความผูกพันให้กับทุกคนในครอบครัวและแก๊งเพื่อนได้อย่างลงตัว

เบื้องหลังความทรงพลังของลำโพงตระกูล ULT TOWER นี้ คือเทคโนโลยีการออกแบบอันล้ำสมัยของโซนี่ โดยเฉพาะปุ่ม “ULT” ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเลือกปรับคาแรกเตอร์ของเสียงให้เหมาะสมกับแนวเพลงได้อย่างใจนึก ไม่ว่าจะเป็นโหมด ULT1 ที่เน้นเพิ่มมิติความลึกและความอิ่มของเนื้อเบส หรือโหมด ULT2 ที่จะอัดพลังความกระหึ่มให้หัวใจเต้นตามจังหวะได้อย่างเต็มอารมณ์ รวมไปถึงโหมด FLAT ที่ถ่ายทอดเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ และโหมด LIVE ที่จำลองมิติเสียงประหนึ่งคุณกำลังยืนอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ตจริง ๆ โดยหัวใจสำคัญที่ทำให้ได้เสียงเบสที่แน่นและลึกขนาดนี้มาจากการทำงานร่วมกันของวูฟเฟอร์ทรงกลมดีไซน์ใหม่ ตู้ลำโพงความจุสูง และช่องลมเทคโนโลยี ULT DUCT ยิ่งไปกว่านั้น ทางโซนี่ยังได้รับความร่วมมือจากครีเอเตอร์และโปรดิวเซอร์ระดับโลกในวงการฮิปฮอปอย่าง Dot Da Genius ผู้ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy รวมถึง Daru Jones มือกลองฝีมือเยี่ยม และโปรดิวเซอร์ชื่อดังอีกหลายท่าน มาร่วมกันปรับจูนเสียงย่านต่ำเพื่อให้ลำโพงรุ่นนี้สามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงและความชัดเจนของเสียงร้องออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดตามความตั้งใจของศิลปินต้นฉบับ

สำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับความสนุกให้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น โซนี่ส่งรุ่นพี่ใหญ่อย่าง ULT TOWER 7 และรุ่นเรือธง ULT TOWER MAX เข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างไร้ที่ติ โดยในรุ่น ULT TOWER 7 นั้นมาพร้อมกับกำลังขับสูงถึง 420 วัตต์ และเทคโนโลยีการกระจายเสียงรอบทิศทาง 360° Party Sound ที่ช่วยให้เสียงเพลงดังกระหึ่มไปทั่วทุกมุมห้อง ควบคู่กับแบตเตอรี่สุดอึดที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง และมีลูกเล่นระบบไฟสร้างบรรยากาศอย่างโหมด BEAT, WAVE และ MELLOW ขณะที่รุ่นท็อปสุดอย่าง ULT TOWER MAX ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านพลังเสียงด้วยการอัดแน่นวูฟเฟอร์มาถึง 3 ตัว โดยแบ่งเป็นด้านหน้า 2 ตัว และด้านหลัง 1 ตัว ขับเน้นพลังเสียงร่วมกับแอมพลิฟายเออร์กำลังสูงจนได้กำลังขับสูงสุดถึง 2,150 วัตต์ ซึ่งถือว่าทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับงานอีเวนต์กลางแจ้งขนาดใหญ่ ที่น่าสนใจคือทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมกับล้อลากดีไซน์ใหม่ที่มีหน้าสัมผัสกว้างขึ้นเพื่อช่วยให้เคลื่อนย้ายได้ง่ายในทุกพื้นผิว พร้อมระบบปรับสมดุลเสียงอัจฉริยะ Enhanced Sound Field Optimization ที่คอยวิเคราะห์เสียงรบกวนรอบข้างเพื่อปรับเสียงให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ และฟีเจอร์ Party Chain ที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยี Auracast™ เพื่อลิงก์เสียงและแสงไฟของลำโพงหลายตัวให้ทำงานประสานกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว


นอกเหนือจากประสิทธิภาพเสียงที่เหนือชั้นแล้ว ลำโพงซีรีส์ ULT TOWER ยังได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการเลือกใช้พลาสติกรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบในการผลิตตั้งแต่ 20% ไปจนถึง 35% ในรุ่นเรือธง ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของโซนี่ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ลำโพงทั้ง 3 รุ่นเปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย โดยสำหรับผู้ที่สั่งซื้อในช่วงโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน ถึง 31 ธันวาคม 2569 นี้ จะได้รับข้อเสนอสุดคุ้ม โดยรุ่น ULT TOWER 5 วางจำหน่ายในราคา 14,990 บาท และรุ่น ULT TOWER 7 ราคา 22,990 บาท ซึ่งทั้งสองรุ่นจะได้รับฟรีไมโครโฟนไร้สายมูลค่า 1,990 บาท ทันที ส่วนรุ่นท็อปอย่าง ULT TOWER MAX วางจำหน่ายในราคา 54,990 บาท พร้อมรับฟรีไมโครโฟนไร้สายระดับพรีเมียมอย่าง Sony ULTMIC1 มูลค่า 5,590 บาทไปใช้งานคู่กันอย่างจุใจ สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์พลังเสียงระดับตำนานนี้ สามารถทดลองฟังเสียงจริงได้ที่ Sony Store ทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ของโซนี่ไทยเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิพิเศษสุดคุ้มในช่วงเปิดตัวนี้


แอลจีประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ คว้ารางวัลสูงสุด Best Brand of IFA 2026 พร้อมกวาดรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมจากทีวีไร้สายบางเฉียบ LG OLED evo AI W6 และระบบเครื่องเสียงอัจฉริยะ LG Sound Suite AI ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับพรีเมียมแห่งอนาคต
สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่สะกดสายตาคนทั้งโลกได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ จำกัด ผงาดขึ้นครองตำแหน่งสูงสุดอย่าง “Best Brand of IFA 2026” ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากเวทีประกวดนวัตกรรมระดับโลกอย่าง IFA 2026 Innovation Awards ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประกาศชัยชนะบนเวทีระดับสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำที่ไม่เคยหยุดนิ่งของแอลจีในการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี ดีไซน์ระดับสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนไปกับบ้าน และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและการเป็นผู้ทรงอิทธิพลในตลาดโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างแท้จริง
ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้คณะกรรมการและผู้ร่วมงานต่างต้องทึ่ง คือการเปิดตัวนวัตกรรมสุดล้ำอย่างทีวี LG OLED evo AI W6 หรือ True Wireless Wallpaper TV ที่คว้าตำแหน่งสุดยอดผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่ Best in Home & Entertainment ไปครองได้อย่างสมเกียรติ ด้วยการปฏิวัติวงการทีวีให้มีความบางเฉียบเพียง 9 มิลลิเมตรเท่านั้น พร้อมผสานเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบไร้สายอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อตัดปัญหาความยุ่งเหยิงของสายไฟ ภายใต้คอนเซปต์อันชาญฉลาดอย่าง “เทคโนโลยีที่ไร้สิ่งกวนตา” (Technology Without the Clutter) ทำงานร่วมกับหน้าจอที่แสดงผลด้วยเทคโนโลยี Hyper Radiant Color มอบสีสันที่อิ่มเอิบและคมชัดขั้นสุด ในขณะเดียวกันแอลจียังส่ง LG Modular Sound Suite เครื่องเสียงอัจฉริยะที่มาพร้อมระบบ Dolby Atmos® FlexConnect™ คว้ารางวัล Best in Audio ไปครองคู่กัน ซึ่งช่วยปลดล็อกอิสระในการจัดวางลำโพงทั่วทุกมุมห้องอย่างไร้ข้อจำกัด เพื่อสร้างประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่ทรงพลังและสอดรับกับสไตล์ของผู้อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ
นอกเหนือจากรางวัลชนะเลิศในหมวดหมู่หลักแล้ว แอลจียังตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยการกวาดรางวัลเกียรติยศ (Honoree) เพิ่มเติมอีกถึง 5 รางวัลในกลุ่มหน้าจอและเครื่องเสียงระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นทีวีรุ่น LG OLED evo G6 ที่ยกระดับเทคโนโลยีเม็ดพิกเซลส่องสว่างด้วยตัวเองให้มีคอนทราสต์และความสว่างที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยนวัตกรรม Hyper Radiant Color ร่วมด้วยสุดยอดทีวีแห่งอนาคตอย่าง LG Micro RGB evo (MRGB96) ที่ใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ RGB มอบภาพคมชัดสีสันตระการตาบนหน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์ และรุ่น LG Mini RGB evo (MRGB88) ที่ย่อส่วนนวัตกรรมดังกล่าวให้ออกมาในขนาดที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นแต่ยังคงความประหยัดพลังงานระดับสูง พร้อมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ยอดนิยมอย่างหน้าจออัจฉริยะเคลื่อนที่ได้ LG StanbyME 2 Max ที่เข้ามาเปลี่ยนนิยามความบันเทิงส่วนบุคคลให้ไร้ขีดจำกัด และลำโพงสายปาร์ตี้พลังเสียงกระหึ่มอย่าง LG XBOOM Stage 501 ที่พร้อมจะปลุกเร้าทุกความสนุกสนานและส่งมอบความบันเทิงในทุกพื้นที่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
รางวัลเกียรติยศทั้งหมดที่แอลจีได้รับจากเวทีระดับสากลในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีที่คิดค้นมาอย่างประณีต การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของสื่อและโซลูชันด้านความบันเทิงที่ทั้งชาญฉลาด สวยงาม และลงตัวกับทุกพื้นที่อยู่อาศัย เป็นสัญญาณที่บ่งบอกชัดเจนว่าแอลจียังคงเดินหน้าสร้างสรรค์อนาคตใหม่ๆ และรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้อย่างเหนียวแน่นและพร้อมจะสร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ช้อปปี้รุกกลยุทธ์ O2O เปิดตัวบริการใหม่ “Shopee Instant Mart” บริการสั่งของสด ของใช้ จัดส่งด่วนใน 1 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่วโมง และ “Shopee Telepharmacy” บริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ที่ได้รับรองจาก อย. เพื่อยกระดับความสะดวกและสนับสนุนเครือข่ายร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ
ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิถีชีวิตของผู้บริโภคชาวไทยได้เปลี่ยนแปลงไปสู่วัฒนธรรมแบบออนดีมานด์ (On-demand) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งพฤติกรรมเชิงลึกหรือ Consumer Insight สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “ความเร็ว” (Speed) และ “ความสะดวกสบายที่ตอบสนองได้ทันที” (Instant Gratification) กลายเป็นสองปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ด้วยเหตุนี้ ช้อปปี้ (Shopee) ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจึงขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการยกระดับระบบโลจิสติกส์ออนดีมานด์และระบบนิเวศการจัดส่งด่วน ผ่านการเปิดตัวสองบริการใหม่อย่างเป็นทางการ ได้แก่ “Shopee Instant Mart” บริการส่งสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต ของสด ของชำ ด่วนภายใน 1 ชั่วโมง และ “Shopee Telepharmacy” บริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย นับเป็นการผสานเทคโนโลยีการขนส่งระดับโลกเข้ากับวิถีชีวิตจริงของคนไทย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในชีวิตประจำวันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นในชั่วโมงเร่งรีบ วันที่ฝนตกหนัก จราจรติดขัด หรือแม้กระทั่งในยามค่ำคืน
บริการ “Shopee Instant Mart” ได้รับการออกแบบขึ้นมาภายใต้แนวคิดหลักคือ “ช้อปทุกอย่าง รับเร็วสุดใน 1 ชั่วโมง” เพื่อปฏิวัติประสบการณ์การซื้อของสด ของชำ และของใช้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยผู้ใช้งานสามารถทำรายการสั่งซื้อสินค้าที่หลากหลายได้อย่างราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าด้วยบริการจัดส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ และมั่นใจได้กับระบบรับประกันเวลาการจัดส่ง หากล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดช้อปปี้พร้อมมอบโค้ดส่วนลดชดเชยทันที 30 บาท ความแข็งแกร่งของบริการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำของไทย เช่น Big C Supercenter, Lotus’s, Tops, Maxvalu Thailand และ Villa Market ตลอดจนร้านค้าเฉพาะทางและร้านค้ารายย่อยในชุมชน โดยในระยะแรกจะเน้นให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา และภูเก็ต พร้อมมีโปรโมชันพิเศษสลับหมุนเวียนมอบส่วนลดสูงสุดถึง 50% ในช่วงเวลาเที่ยงวัน เพื่อสร้างทั้งความประหยัดและความสะดวกรวดเร็วในเวลาเดียวกัน

นอกเหนือจากสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปแล้ว ด้านการดูแลสุขภาพและการเข้าถึงยาก็ได้รับการพัฒนาครั้งใหญ่ผ่านบริการ “Shopee Telepharmacy” ซึ่งได้รับการประกาศรับรองโปรแกรมประยุกต์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริการนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางประสิทธิภาพสูงในการเชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับเภสัชกรวิชาชีพได้โดยตรงผ่านสมาร์ตโฟน เพื่อขอรับคำปรึกษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นและคำแนะนำการใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสมผ่านการโทรศัพท์ (Voice Call) วิดีโอคอล (Video Call) หรือแชทข้อความ โดยไม่มีค่าบริการคำปรึกษาใดๆ เพิ่มเติมหากมีการสั่งซื้อยา โดยความร่วมมือในครั้งนี้ได้รับแรงสนับสนุนจาก Pharmcare ผู้นำด้านแพลตฟอร์มเครือข่ายร้านยาออนไลน์ พร้อมเครือข่ายร้านยาชั้นนำมากมาย อาทิ ร้านยากรุงเทพ, FASCINO, ยาหนึ่ง (Drug one), LAB Pharmacy, P&F Smooth Life และ Tops Care ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกพูดคุยกับเภสัชกรที่ต้องการได้อย่างมีอิสระ พร้อมรับบริการจัดส่งด่วนฟรีไม่มีขั้นต่ำ ช่วยปลดล็อกความกังวลใจเรื่องปัญหาสุขภาพยามฉุกเฉินได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยตามกฎหมาย
การขับเคลื่อนบริการครั้งใหญ่นี้ คุณธัญญธร เหล่าวัชระ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ว่า ทั้งบริการ Shopee Instant Mart และ Shopee Telepharmacy ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงรูปแบบออนไลน์สู่ออฟไลน์ หรือโมเดล O2O (Online-to-Offline) เพื่อช่วยเหลือและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) รวมถึงเครือข่ายร้านขายยาอิสระทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ บนช่องทางดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ช้อปปี้ยังคงเปิดรับสมัครและเชิญชวนร้านขายยาชุมชนและเภสัชกรอิสระทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศการบริการสุขภาพและการค้าขายออนดีมานด์ที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และครอบคลุม มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน

แอลจีเปิดตัว LG xboom Stage 501 ลำโพงบลูทูธสายปาร์ตี้ทรงพลัง 220 วัตต์ ชูไฮไลต์ฟังก์ชัน AI Karaoke Master ที่ช่วยตัดเสียงร้องและปรับแต่งคีย์เพลงได้อย่างอัจฉริยะ ร่วมออกแบบ Signature Sound โดยศิลปินระดับโลก will.i.am พร้อมลุยทุกสถานการณ์ด้วยแบตเตอรี่สุดอึด 25 ชั่วโมงและมาตรฐานกันน้ำ IPX4
แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับวงการเครื่องเสียงและไลฟ์สไตล์ปาร์ตี้อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวลำโพงบลูทูธพกพารุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง LG xboom Stage 501 ที่มาพร้อมแนวคิดการเป็นศูนย์รวมความบันเทิงเคลื่อนที่อย่างไร้ขีดจำกัด โดยนายซองฮัน จอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า เสียงเพลงคือสื่อกลางที่ทรงพลังที่สุดในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันและสร้างความทรงจำอันแสนพิเศษ การเปิดตัวลำโพงรุ่นนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอเครื่องเสียงพกพาทั่วไป แต่เป็นการส่งมอบนวัตกรรมความบันเทิงระดับพรีเมียมที่ผสานเทคโนโลยี AI อัจฉริยะร่วมกับคุณภาพเสียงระดับสากล เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถเข้าถึงความสนุกระดับคอนเสิร์ตส่วนตัวได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัสในทุกช่วงเวลาของชีวิต

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ลำโพงรุ่นนี้โดดเด่นและเหนือกว่าลำโพงปาร์ตี้ทั่วไปในท้องตลาดคือฟังก์ชัน AI Karaoke Master ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรักเสียงเพลงและสายคาราโอเกะโดยเฉพาะ ระบบอัจฉริยะนี้จะช่วยเปลี่ยนเพลงธรรมดาจากแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งยอดนิยมต่างๆ ให้กลายเป็นแทร็กคาราโอเกะพร้อมร้องได้ทันทีในพริบตา เพียงแค่ผู้ใช้กดปุ่ม AI บนตัวเครื่อง หรือสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน LG ThinQ ที่ใช้งานง่าย โดยระบบ AI จะทำหน้าที่แยกแยะและตัดเสียงร้องต้นฉบับออกได้อย่างหมดจด ซึ่งผู้ใช้งานสามารถปรับระดับการตัดเสียงร้องได้ละเอียดถึง 3 ระดับตามความต้องการ อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนคีย์เพลงให้สอดคล้องกับโทนเสียงร้องของตัวเองได้อย่างเป็นอิสระ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับร้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีแผงควบคุมระดับมืออาชีพที่สามารถปรับแต่งเสียงเอฟเฟกต์สะท้อน (Reverb) และระดับเสียงไมโครโฟนคู่ได้อย่างละเอียด พร้อมแท่นวางไมโครโฟนและแท็บเล็ตในตัวเพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในการสร้างสรรค์มินิคอนเสิร์ตของคุณเอง

ในด้านคุณภาพเสียงของ LG xboom Stage 501 นั้นยอดเยี่ยมและทรงพลังอย่างไร้ที่ติ ด้วยกำลังขับที่สูงถึง 220 วัตต์ มอบเสียงเบสที่แน่นลึก หนักแน่นสะใจ และเสียงร้องที่คมชัดทุกรายละเอียด โดยได้รับเกียรติร่วมพัฒนาและปรับจูนเสียงจากศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง will.i.am ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงแถวหน้าอย่าง Peerless จนได้ออกมาเป็น Signature Sound ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยิ่งไปกว่านั้น แอลจียังได้บรรจุเทคโนโลยีสุดอัจฉริยะอย่าง AI Sound & Space Calibration Pro ที่ทำหน้าที่ตรวจวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางกายภาพและขนาดของห้องโดยรอบโดยอัตโนมัติ เพื่อนำข้อมูลไปคำนวณและปรับแต่งทิศทางการกระจายเสียงให้มีความเหมาะสม สมบูรณ์แบบ และโอบล้อมผู้ฟังได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าคุณจะนำลำโพงไปจัดวางไว้ในมุมห้องที่คับแคบหรือพื้นที่กลางแจ้งที่กว้างขวางก็ตาม
เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตกลางแจ้งและการปาร์ตี้ที่ยาวนาน ลำโพงรุ่นนี้จึงมาพร้อมกับดีไซน์ที่เน้นความคล่องตัวและแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ตัวเครื่องออกแบบให้มีมือจับทั้งสองด้านเพื่อการเคลื่อนย้ายที่สะดวกสบาย และทนทานต่อสภาพแวดล้อมด้วยมาตรฐานการกันน้ำระดับ IPX4 ที่ช่วยให้คุณสามารถนำลำโพงไปสร้างความบันเทิงริมสระน้ำหรือทำกิจกรรมเอาต์ดอร์ได้อย่างไร้กังวลเรื่องละอองน้ำกระเซ็น เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงได้อย่างยาวนานไม่มีสะดุดด้วยแบตเตอรี่คุณภาพสูงที่รองรับการใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 25 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมเสริมบรรยากาศแห่งความสนุกสนานให้มีสีสันและชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นด้วยระบบ AI Lighting ซึ่งเป็นไฟเอฟเฟกต์อัจฉริยะรอบตัวเครื่องที่จะกะพริบและเปลี่ยนสีสันเคลื่อนไหวไปตามจังหวะและท่วงทำนองของดนตรีโดยอัตโนมัติ

สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองสุดยอดลำโพงปาร์ตี้แห่งยุคเครื่องนี้ แอลจีได้มอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าผ่านโปรโมชันพิเศษเฉพาะผู้ที่สั่งซื้อ LG xboom Stage 501 ผ่านทางบริการ LG Subscribe โดยจะได้รับเซ็ตไมโครโฟนไร้สายคู่ (Wireless Dual Microphone) ไปใช้งานร่วมกันฟรีทันที 1 เซ็ต ซึ่งสิทธิ์พิเศษนี้จำกัดเฉพาะผู้สั่งซื้อ 100 ออเดอร์แรกเท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์และรายละเอียดเงื่อนไขโปรโมชันเพิ่มเติมได้ทางหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแอลจี หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านศูนย์บริการข้อมูลแอลจี รวมถึงติดตามข่าวสารและกิจกรรมความเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของแอลจีประเทศไทยได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 โกยรายได้ทะลุ 108.9 พันล้านหยวน เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งสมาร์ทโฟนพรีเมียม ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบนิเวศ AIoT ที่เชื่อมโยงผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างไร้รอยต่อ
เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน (Xiaomi) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีและผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะระดับโลก ได้ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่สองของปี 2569 ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอันน่าทึ่งท่ามกลางความท้าทายในตลาดเทคโนโลยีทั่วโลก โดยบริษัทสามารถทำรายรับรวมในไตรมาสนี้ไปได้สูงถึง 108.9 พันล้านหยวน ซึ่งเป็นการกลับมาทะลุหลักแสนล้านหยวนอีกครั้งอย่างสง่างาม คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 9.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็สามารถทำกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วได้สูงถึง 6.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่าในปัจจุบันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเผชิญกับพายุความกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนของชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนการแข่งขันที่ทวีความดุเดือดในทุกเซกเมนต์ ทว่าด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการอันชาญฉลาดและวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่น เสียวหมี่ก็ยังคงยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงภายใต้ระบบนิเวศอันทรงพลัง “Human × Car × Home” ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตของผู้คน ยานยนต์ และที่อยู่อาศัยเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวและไร้รอยต่อ
ในส่วนของธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญ เสียวหมี่ยังคงรักษาเสถียรภาพและตำแหน่งผู้นำได้อย่างเหนียวแน่น โดยสามารถครองอันดับหนึ่งในสามของผู้จัดส่งสมาร์ทโฟนสูงสุดของโลกติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 24 จากข้อมูลของสถาบันวิจัยระดับโลกอย่าง Omdia ซึ่งในไตรมาสนี้เสียวหมี่สร้างรายรับจากธุรกิจสมาร์ทโฟนได้สูงถึง 42.1 พันล้านหยวน จากยอดจัดส่งทั่วโลกจำนวน 31.2 ล้านเครื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กลยุทธ์การยกระดับแบรนด์ขึ้นสู่ตลาดพรีเมียม (Premiumization) ยังประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยราคาเฉลี่ยต่อเครื่อง (ASP) ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 25.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,351 หยวน โดยเฉพาะในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ที่สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ราคาตั้งแต่ 3,000 หยวนขึ้นไป มีสัดส่วนยอดขายเติบโตจนคิดเป็น 32.1% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง Xiaomi 17T Series ได้เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าพรีเมียมในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการยานยนต์อัจฉริยะ คือผลการดำเนินงานของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนวัตกรรมใหม่ของเสียวหมี่ ที่ทำรายรับรวมได้สูงถึง 24.9 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นรายรับหลักจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะถึง 23.9 พันล้านหยวน ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ในไตรมาสนี้ที่ทะยานทะลุ 104,199 คัน ซึ่งนอกจากความสำเร็จของ Xiaomi SU7 Series ที่ครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ซีดานไฟฟ้าหรูของจีนแล้ว เสียวหมี่ยังเดินหน้าสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีโครงสร้างสถาปัตยกรรมระดับปฏิวัติวงการอย่าง Xiaomi Kunlun Technical Architecture ควบคู่ไปกับการเปิดตัวรถยนต์ SUV แบบ Extended-Range รุ่นใหม่อย่าง Xiaomi SkyNomad N90 Max ที่มาพร้อมนวัตกรรมแบตเตอรี่ Xiaomi Armor Scale Battery ขนาด 76 kWh ซึ่งให้ระยะทางการขับขี่ที่ไกลถึง 1,705 กิโลเมตรตามมาตรฐาน CLTC พร้อมห้องโดยสารอัจฉริยะที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่การใช้งานได้อย่างหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งโหมดสำนักงานและการพักผ่อนสำหรับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างลงตัวที่สุด
ทางด้านระบบนิเวศอัจฉริยะ IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของเสียวหมี่ ก็มีการเติบโตที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยทำรายรับไปได้ถึง 31.3 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 26.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างประเทศอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้อุปกรณ์แท็บเล็ตและหูฟัง TWS ของเสียวหมี่สามารถครองตำแหน่งท็อป 5 และท็อป 2 ของโลกตามลำดับ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม AIoT ของเสียวหมี่มีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (ไม่รวมสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต) สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1,160.8 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้น 17.4% โดยมีกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อตั้งแต่ 5 เครื่องขึ้นไปพุ่งสูงถึง 24.6 ล้านราย สอดคล้องกับความแข็งแกร่งของธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตที่สร้างรายได้ 9.0 พันล้านหยวน พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงถึง 76.8% โดยมีจำนวนผู้ใช้งานรายเดือน (MAU) ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 766.5 ล้านราย สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของเสียวหมี่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกอย่างสมบูรณ์แบบ
กุญแจสำคัญที่ทำให้เสียวหมี่สามารถรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีไว้ได้อย่างยั่งยืน คือความมุ่งมั่นในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งในครึ่งปีแรกของปี 2569 เสียวหมี่ได้ทุ่มงบประมาณไปแล้วกว่า 18.2 พันล้านหยวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง Xiaomi MiMo-V2.5 ที่มียอดใช้งานโทเคนต่อสัปดาห์สูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม OpenRouter ถึง 10.5 ล้านล้านโทเคน รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพโรงงานผลิตอัจฉริยะด้วยการนำหุ่นยนต์ทรงพลังสองรุ่นอย่าง Xiaomi-Robotics-U0 และ Xiaomi-Robotics-1 เข้ามาทำงานในสายการผลิตจริง นอกจากนี้ การเผยโฉมระบบปฏิบัติการเจเนอเรชันใหม่อย่าง Xiaomi HyperOS 4 ที่ทำงานร่วมกับระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Xiaomi Hyper XiaoAi 2.0 ยังช่วยผสานรวมการทำงานระหว่างอุปกรณ์พกพา ยานยนต์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ และนี่คือเครื่องพิสูจน์อันเด่นชัดว่า เสียวหมี่ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์สินค้าไอทีทั่วไป แต่คือผู้กำหนดทิศทางแห่งอนาคตที่พร้อมจะนำพาระบบนิเวศ “Human × Car × Home” ไปสู่ระดับที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้