
หัวเว่ยประกาศขยายบริการผู้ช่วยอัจฉริยะ WPS AI ไปยังแท็บเล็ตตระกูล HUAWEI MatePad หลากหลายรุ่น เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Beyond PC Experiences พร้อมจัดเต็มโปรโมชันเปิดตัว HUAWEI MatePad Pro Max ของแถมสุดพรีเมียมรวมมูลค่าสูงสุดกว่า 38,555 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569
ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานในชีวิตประจำวัน หัวเว่ย (Huawei) แบรนด์เทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้ประกาศก้าวสำคัญครั้งใหม่ด้วยการขยายขอบเขตการให้บริการระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง WPS AI จากเดิมที่มีเฉพาะในแท็บเล็ตระดับเรือธง ไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตในตระกูล HUAWEI MatePad หลากหลายรุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับความสามารถในการประมวลผล การจัดเตรียมเอกสาร และการบริหารจัดการงานสร้างสรรค์อย่างไร้รอยต่อ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันแรงกล้าภายใต้แนวคิด "Beyond PC Experiences" ที่ทางแบรนด์มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาแท็บเล็ตให้เป็นมากกว่าแค่อุปกรณ์เพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือและเพื่อนคู่คิดอัจฉริยะที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการเรียน การทำงาน และการสร้างสรรค์ผลงานระดับมืออาชีพได้ทุกที่ทุกเวลา

สำหรับระบบ WPS AI นั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นสมองกลอัจฉริยะที่จะเข้ามาเปลี่ยนงานเอกสารที่เคยยุ่งยากซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายและรวดเร็วในพริบตา โดยผู้ใช้สามารถสั่งการด้วยคำสั่งภาษาที่เข้าใจง่ายเพื่อให้ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เขียนร่างเนื้อหาเริ่มต้น ปรับเปลี่ยนโทนเสียง สำนวน ตลอดจนขัดเกลารูปแบบการเขียนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรายงานเชิงวิชาการ เอกสารทางธุรกิจ หรือบทความสร้างสรรค์ นอกเหนือจากงานเขียนแล้ว WPS AI ยังช่วยยกระดับการสร้างงานนำเสนอ (Presentation) โดยระบบสามารถแปลงไอเดียหรือหัวข้อสั้นๆ ให้กลายเป็นโครงร่างสไลด์ที่สวยงามพร้อมจัดวางเนื้อหาและเลือกเทมเพลตที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งฟีเจอร์ระดับพรีเมียมนี้พร้อมให้ใช้งานแล้วบน HUAWEI MatePad รุ่นยอดนิยมอย่าง HUAWEI MatePad Pro Max, HUAWEI MatePad 11.5 รุ่นปี 2025, HUAWEI MatePad 11.5 S, HUAWEI MatePad 12X รุ่นปี 2026 รวมถึงรุ่นโปรอย่าง HUAWEI MatePad Pro 12.2 และ HUAWEI MatePad Pro 13.2 รุ่นปี 2025 โดยหัวเว่ยยังมีแผนเตรียมขยายสิทธิ์การใช้งานไปยังรุ่นอื่นๆ ในอนาคต

การนำนวัตกรรม AI เข้ามาบูรณาการในแท็บเล็ตครั้งนี้เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของแนวคิด Beyond PC Experiences อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยการดึงเอาขีดความสามารถและหน้าต่างการใช้งานระดับเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีมาไว้บนอุปกรณ์พกพาขนาดกระทัดรัด ทำให้กลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนทำงานออฟฟิศ ไปจนถึงฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์สายคอนเทนต์ สามารถเข้าถึงโปรแกรมคำนวณ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และแอปพลิเคชันสำหรับงานวาดเขียนได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องแบกโน้ตบุ๊กเครื่องหนาเทอะทะอีกต่อไป การทำงานร่วมกันระหว่างซอฟต์แวร์ WPS Office และเทคโนโลยี AI อัจฉริยะนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมที่ช่วยลดช่องว่างด้านการทำงานนอกสถานที่ และปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลที่ต้องการความยืดหยุ่นและความรวดเร็วเป็นสำคัญ

เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จและส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน หัวเว่ยจัดแคมเปญสุดพิเศษสำหรับการเปิดตัวแท็บเล็ตตัวท็อปอย่าง HUAWEI MatePad Pro Max ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น โดยเปิดตัวด้วยรุ่นสีเทา Space Gray (WiFi, 256 GB) ในราคาเพียง 42,990 บาท พร้อมรับของสมนาคุณสุดพรีเมียมและสิทธิพิเศษฟรีมูลค่ารวมกว่า 29,555 บาท ประกอบไปด้วย เคสฝาพับเกรดพรีเมียม HUAWEI Folio Cover, ปากกาอัจฉริยะรุ่นล่าสุด HUAWEI M-Pencil Pro, เมาส์ไร้สาย Bluetooth Mouse, ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จัดการเอกสารระดับโปรอย่าง WPS Office PC Edition, สิทธิ์เข้าใช้งานเครื่องมือสร้างสรรค์ระดับพรีเมียมอย่าง HUAWEI Notes และ GoPaint App พร้อมทั้งสิทธิ์การเป็นสมาชิกผู้ช่วยอัจฉริยะ WPS AI Membership ยาวนานถึง 1 ปีเต็ม ตลอดจนแพ็กเกจการดูแลหลังการขายสุดพิเศษจาก HUAWEI Care ที่ดูแลเปลี่ยนแบตเตอรี่แท้ฟรีนาน 2 ปี และบริการดูแลทำความสะอาดหน้าจอสองครั้งต่อปี

สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพการประมวลผลและความจุข้อมูลในระดับขีดสุด หัวเว่ยเสนอทางเลือกที่เหนือชั้นด้วยรุ่นสีน้ำเงิน Blue (WiFi, 512 GB) ในราคา 52,990 บาท ซึ่งยกระดับความคุ้มค่าขึ้นไปอีกขั้นด้วยของสมนาคุณและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุดถึง 38,555 บาท โดยผู้ซื้อจะได้รับคีย์บอร์ดระดับโปรอย่าง HUAWEI Glide Keyboard มูลค่า 12,990 บาท เข้ามาทดแทนเคสฝาพับธรรมดา ควบคู่ไปกับชุดปากกา เมาส์ สิทธิ์ซอฟต์แวร์ และการดูแลระดับพรีเมียมอย่างครบครัน ยิ่งไปกว่านั้นทางหัวเว่ยยังมีแคมเปญเก่าแลกใหม่ (Trade-in) ที่ช่วยมอบส่วนลดเพิ่มเติมออนท็อปสูงถึง 5,000 บาทจากราคาประเมินเครื่องเดิม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับนี้และสั่งซื้อได้ที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store ทุกสาขา รวมถึงร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หรือช่องทางออนไลน์ชั้นนำอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อก้าวเข้าสู่การทำงานยุคใหม่อย่างเต็มตัว

อาร์ทีบีฯ นำเข้าแบรนด์เครื่องดนตรีชั้นนำ Teenage Engineering จากสวีเดน เปิดตัวไลน์อัปครบครันทั้ง Field System, EP Series และ Pocket Operator เพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีของครีเอเตอร์ไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว ‘Teenage Engineering’ แบรนด์เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์สร้างสรรค์เสียงระดับโลกจากประเทศสวีเดนอย่างเป็นทางการ โดยแบรนด์นี้ได้รับการยกย่องจากเหล่าโปรดิวเซอร์และนักดนตรีทั่วโลกในด้านการผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ได้อย่างไร้ที่ติ การเข้ามาทำตลาดในไทยครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตผลงานเพลงและคอนเทนต์ ให้กับครีเอเตอร์ชาวไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่เครื่องซินธิไซเซอร์ระดับมืออาชีพไปจนถึงอุปกรณ์บันทึกเสียงขนาดพกพา ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพระดับสตูดิโอได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

หัวใจสำคัญของ Teenage Engineering คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การแต่งเพลง การบันทึกเสียง ไปจนถึงการแสดงสด โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ชูโรงอย่าง ‘Field System’ ที่ประกอบไปด้วยเครื่องมือระดับท็อป เช่น OP-1 Field ซินธิไซเซอร์แบบ All-in-One คุณภาพเสียง 32-bit, เครื่องบันทึกเสียง TP-7 Field Recorder ที่ให้สัมผัสการใช้งานสุดคลาสสิกแต่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และ TX-6 มิกเซอร์ขนาดพกพาที่อัดแน่นด้วยความสามารถรอบด้าน อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพียงแค่เพื่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินสามารถปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างอิสระ ผ่านเทคโนโลยีที่เสถียรและแม่นยำที่สุดในยุคดิจิทัล


นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์มืออาชีพแล้ว ยังมี ‘EP Series’ และ ‘Pocket Operator’ ซึ่งเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นแห่งการสร้างเสียง ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้เริ่มต้นและศิลปินที่ต้องการความสนุกสนานในการทดลอง โดยเฉพาะ EP-133 K.O. II ที่มาพร้อมความสามารถในการแซมเปิลเสียงรอบตัวให้กลายเป็นจังหวะดนตรี รวมถึง EP-1320 Medieval ที่นำเสนอกลิ่นอายเสียงดนตรียุคกลางมาให้ใช้งานจริง และ Pocket Operator ซีรีส์อันโด่งดังที่มีดีไซน์กะทัดรัดแต่สามารถสร้างบีทที่หนักแน่นและมีเอกลักษณ์สูง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของอาร์ทีบีฯ ในการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่หลงใหลในเสียงดนตรีให้ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนไอเดียและสัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงร่วมกัน


การรุกตลาดในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำสินค้าคุณภาพเข้ามาจำหน่าย แต่ยังเป็นการผลักดันวงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการสนับสนุนผ่านกิจกรรมร่วมกับศิลปินและนักดนตรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเทคโนโลยีการผลิตเสียงที่สามารถเชื่อมต่อความคิดสร้างสรรค์เข้ากับอุปกรณ์คุณภาพสูงได้อย่างลงตัว สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสนวัตกรรมดนตรีระดับโลกเหล่านี้ สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้ที่อาร์ทีบี เทคโนโลยี หรือร้าน Music Arms สาขา Head Q อ่อนนุช 74 ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่จะได้เป็นเจ้าของแกดเจ็ตที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำเพลงของคุณไปตลอดกาล

Honda เปิดตัว Civic e:HEV ใหม่ จัดเต็มเทคโนโลยี Honda S+ Shift ครั้งแรกในไทย พร้อมดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมและข้อเสนอสุดคุ้มค่าในแคมเปญโปรสนั่น ดีลสะเทือน รับบัตรน้ำมันสูงสุด 10,000 บาท
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัว Honda Civic e:HEV ใหม่ ที่มาพร้อมกับการยกระดับความสปอร์ตเร้าใจไปอีกขั้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่รักในการขับขี่และมองหาสมรรถนะที่เหนือระดับ โดยไฮไลต์สำคัญที่ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยคือการนำเสนอเทคโนโลยี 'Honda S+ Shift' ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์การขับขี่ในระบบฟูลไฮบริดให้มีความสนุกและทรงพลังยิ่งขึ้น เทคโนโลยีนี้จะช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ใกล้เคียงกับการควบคุมรถเกียร์แมนนวล ทำให้ทุกจังหวะการเปลี่ยนเกียร์และการเร่งแซงเป็นไปอย่างเร้าใจและแม่นยำ ผสานการรับรู้ของผู้ขับขี่ทั้งในด้านความรู้สึกการควบคุม เสียงเครื่องยนต์ที่จำลองได้อย่างสมจริง และการแสดงผลบนหน้าจอที่เติมเต็มความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับและตัวรถได้อย่างไร้รอยต่อ
นอกจากสมรรถนะที่ถูกอัปเกรดขึ้นแล้ว Honda Civic e:HEV ใหม่ ยังสร้างความโดดเด่นสะดุดตาด้วยสีใหม่ล่าสุดอย่าง สีแดง Blazing Red Pearl และสีเทา Urban Gray Pearl ที่ช่วยสะท้อนตัวตนแห่งความสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในรุ่นย่อย e:HEV RS ที่มีการจัดเต็มด้านออปชันและอุปกรณ์ตกแต่งมากมาย รวมถึงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information: BSI) และระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดในทุกการเดินทาง ทั้งนี้ยังมีทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการความพิเศษเฉพาะตัวด้วยชุดตกแต่ง Honda HRC และรุ่นพิเศษ Red Concept ที่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ Matte Black เพิ่มลุคความดุดันและเป็นเอกลักษณ์ให้กับการขับขี่บนท้องถนนอย่างแท้จริง

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ ฮอนด้าได้มอบข้อเสนอพิเศษ 'Honda THE GRAND QUAKE DEAL โปรสนั่น ดีลสะเทือน' ให้กับลูกค้าที่จองตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยในรุ่น e:HEV RS และ e:HEV EL+ มาพร้อมกับดอกเบี้ยพิเศษ 0% และฟรีแพ็กเกจ Honda Exclusive Care นานถึง 5 ปี ในขณะที่รุ่น e:HEV EL รับดอกเบี้ย 1.89% พร้อมฟรี Honda Exclusive Care 3 ปี นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับผู้ที่จองและรับรถภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะได้รับบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท ซึ่งถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ในระดับสปอร์ตพรีเมียมด้วยความคุ้มค่าที่ไม่มีใครเทียบได้
สำหรับ Honda Civic e:HEV ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน เริ่มต้นที่รุ่น e:HEV EL ราคา 949,000 บาท ซึ่งเน้นความคุ้มค่าและขุมพลังไฮบริดที่เข้าถึงง่าย ตามมาด้วยรุ่น e:HEV EL+ ในราคา 1,109,000 บาท ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้ครอบคลุมการใช้งานในทุกวัน และปิดท้ายด้วยรุ่นท็อปอย่าง e:HEV RS ราคา 1,259,000 บาท ซึ่งอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำและดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟ ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์ความสปอร์ตครั้งใหม่นี้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.honda.co.th พร้อมติดต่อสอบถามข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ของฮอนด้า เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกข่าวสารและการทดลองขับที่อาจเปลี่ยนมุมมองการขับขี่ของคุณไปตลอดกาล

realme ชวนแฟนคลับร่วมสนุกในบูธกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในงาน "Bacon Time The Memory" วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ณ True Digital Park พบกับสมาร์ตโฟนซีรีส์ล่าสุด realme 16 Series 5G พร้อมร่วมสนุกท้าดวล 1:1 ลุ้นของรางวัล และกระทบไหล่ครีเอเตอร์ชื่อดัง หมูหวาน และ ฟ้า ได้ตลอดทั้งวัน

เตรียมนับถอยหลังสู่วันแห่งความทรงจำที่แฟนด้อมทุกคนเฝ้ารอคอย! เมื่อแบรนด์สมาร์ตโฟนขวัญใจคนรุ่นใหม่อย่าง realme ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรครั้งสำคัญในงาน "Bacon Time The Memory" เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำที่สนับสนุนวงการอีสปอร์ตและเกมเมอร์ไทยมาโดยตลอด งานนี้ realme ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เตรียมยกทัพความสนุกและกิจกรรมสุดพิเศษแบบจัดหนักจัดเต็มมาเอาใจทั้งเหล่าเกมเมอร์และแฟนคลับทีมหมูชมพู Bacon Time ในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 ณ True Digital Park Grand Hall ชั้น 3 ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงระดับพรีเมียม พร้อมร่วมทดสอบสมาร์ตโฟนซีรีส์ล่าสุดอย่าง realme 16 Series 5G ที่ขนฟีเจอร์เด็ดทั้งเรื่องการเล่นเกมและการถ่ายภาพมาแบบไม่มีกั๊ก บอกเลยว่างานนี้ต้องปักหมุดไว้ให้แน่นแล้วเตรียมตัวไปเจอกันได้เลย!

ไฮไลท์เด็ดที่เหล่าเกมเมอร์ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงคือ กิจกรรม "1:1 realme Freestyle Battle – ฮี๊..ฮ๊าา พี่มาแล้วน้อง" พื้นที่ท้าดวลสุดเดือดที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้มาประชันฝีมือกันแบบตัวต่อตัวผ่านสมาร์ตโฟนทรงพลังรุ่นใหม่อย่าง realme 16 Series 5G โดยเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง realme 16 Pro+ 5G ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปเซ็ต Snapdragon® 7 Gen 4 มอบประสิทธิภาพการประมวลผลระดับเรือธงเพื่อให้การเล่นเกมลื่นไหลไม่มีสะดุด ขณะที่ realme 16 Pro 5G ก็แรงไม่แพ้กันด้วยชิปเซ็ต Dimensity 7300-Max และยังมีน้องเล็กสเปกโหดอย่าง realme 16 5G ที่มาพร้อม Dimensity 6300 5G รองรับอัตราการรีเฟรชหน้าจอสูงสุดถึง 120FPS นอกจากนี้ยังอุ่นใจได้ด้วยระบบระบายความร้อนอันล้ำสมัย AirFlow VC Cooling และแบตเตอรี่อึด Titan ขนาดใหญ่ถึง 7000mAh ให้แฟนเกมสามารถไถแรงก์ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน มอบการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไวเพื่อคว้าชัยชนะในทุกแมตช์สำคัญ

นอกเหนือจากความโดดเด่นในเรื่องของเกมมิ่งแล้ว realme ยังให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์การถ่ายภาพของคนรุ่นใหม่ จึงจัดโซนกิจกรรมสุดสร้างสรรค์อย่าง "มุมไหนก็สวยคมทุกช็อต (realShoot is realme)" ชวนให้ทุกคนมาลองสัมผัสเทคโนโลยีกล้องระดับโปรและเก็บภาพบรรยากาศสวยๆ ภายในบูธเพื่อรับของรางวัลสุดพรีเมียมกลับบ้าน โดยตัวท็อปอย่าง realme 16 Pro+ 5G และ realme 16 Pro 5G ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยกล้อง FullFocal ความละเอียดสูงถึง 200MP ผสานเข้ากับเทคโนโลยี LumaColor ที่ช่วยให้การเก็บรายละเอียดสีสันมีความแม่นยำและสมจริงในทุกระยะการถ่ายภาพ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับสาวกการเซลฟี่ realme 16 5G ยังเปิดตัวนวัตกรรม Selfie Mirror เป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม ที่จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์การถ่ายภาพเซลฟี่ด้วยกล้องหลังให้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมกล้อง AI ความละเอียด 50MP ที่ช่วยให้ทุกโมเมนต์ของคุณสวยงามและคมชัดเป็นธรรมชาติในทุกช็อต

เพิ่มความพิเศษและสีสันให้กับงานนี้ยิ่งขึ้นไปอีกกับการปรากฏตัวของสองครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สายเกมชื่อดังอย่าง หมูหวาน (Moowan) และ ฟ้า (A Blue Gem) ที่จะมาร่วมสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะผ่านกิจกรรมแมตช์กระชับมิตร พร้อมร่วมพูดคุยและถ่ายภาพกับแฟนๆ อย่างใกล้ชิดแบบเป็นกันเองที่บูธของ realme เท่านั้น และสำหรับแฟนๆ คนไหนที่ยังไม่มีบัตรเข้าร่วมงานสุดพิเศษครั้งนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจไปเพราะทาง realme Thailand ได้จัดกิจกรรมใจดีแจกบัตรเข้างาน "Bacon Time : The Memory, Our Moment, Our Story" จำนวนถึง 10 รางวัล โดยสามารถเข้าไปร่วมสนุกและลุ้นรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่านทางหน้าแฟนเพจ Facebook ของ realme Thailand แล้วเตรียมตัวไปสร้างความทรงจำสุดประทับใจร่วมกับทีมโปรดและสัมผัสสุดยอดนวัตกรรมมือถือระดับมาสเตอร์ด้วยตัวคุณเองในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้!

เตรียมพบกับการปะทะสุดเดือดของ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ต้าห์อู๋ พิทยา ในภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี 'คนเดือดทวงแค้น' ร่วมเปิดโปงวงการทวงหนี้นอกระบบสุดดิบเถื่อนและสะสางบัญชีแค้นด้วยชีวิต วันที่ 23 กรกฎาคมนี้ ทาง Netflix
เตรียมตัวพบกับปรากฏการณ์ความเดือดระทึกครั้งใหม่ที่จะมาเขย่าวงการภาพยนตร์ไทยให้สั่นสะเทือน เมื่อ Netflix ประกาศเปิดบัญชีแค้นสุดโหดในงานเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง “คนเดือดทวงแค้น” ภาพยนตร์ที่จะพาผู้ชมไปดิ่งลึกสู่โลกมืดของการทวงหนี้นอกระบบ ผ่านฝีมือการกำกับสุดประณีตของ สุรพงษ์ เพลินแสง ร่วมกับทีมผู้ผลิตฝีมือเยี่ยมอย่าง จังก้า สตูดิโอ ซึ่งหยิบยกประเด็นสังคมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่างเรื่อง "หนี้" มาตีความใหม่ในบริบทสังคมไทยที่ทั้งดิบ เถื่อน และสมจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเป็นการโคจรมาพบกันครั้งแรกของซูเปอร์สตาร์หนุ่มสุดฮอต ณเดชน์ คูกิมิยะ และศิลปินนักแสดงหนุ่มดาวรุ่ง ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว ที่พร้อมจะมาระเบิดพลังความแค้นและทวงคืนหนี้ชีวิตให้แฟนๆ ได้ชมพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ทุกคนในงานต้องตะลึงคือการพลิกโฉมครั้งประวัติศาสตร์ของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ในบทบาทของ "หนุ่ม" อดีตนักทวงหนี้นอกระบบที่ถูกอดีตอันเลวร้ายตามหลอกหลอนจนต้องกลับเข้าสู่วังวนเดิมเพื่อไถ่บาป ซึ่งณเดชน์ได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการแปลงโฉมอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการลดน้ำหนัก ปรับสีผิวให้เข้มขึ้น และเพิ่มรอยสักทั่วเรือนร่างเพื่อถ่ายทอดความดิบเถื่อนอย่างสมบูรณ์ โดยณเดชน์ได้เปิดเผยว่า ตัวละครนี้ท้าทายขีดจำกัดของเขาเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากร่างกายภายนอกแล้ว จิตใจของตัวละครก็เต็มไปด้วยความบอบช้ำและความทุกข์ทรมานจาก "หนี้ในใจ" ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงิน แต่เป็นพันธะและบ่วงบาปที่เขาต้องสะสางก่อนที่เวลาชีวิตจะหมดลง ซึ่งการกลับมาทวงแค้นครั้งนี้คือหนทางเดียวที่เขาจะปลดปล่อยตัวเองจากฝันร้ายได้

ทางด้านคู่ปรับคนสำคัญอย่าง ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว ก็ได้พิสูจน์ฝีมือการแสดงขั้นสุดยอดด้วยการรับบท "โป้" ลูกชายผู้ทรงอิทธิพลและนักเลงเจ้าหนี้เงินกู้จอมโหดเหี้ยม ซึ่งถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญที่แฟนๆ ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยต้าห์อู๋ได้เผยถึงความประทับใจและความท้าทายในบทบาทนี้ว่า แม้โป้จะเป็นตัวร้ายที่ดูดิบและโหดร้ายอย่างไม่มีคำปรานี แต่เบื้องหลังกลับมีความเป็นมนุษย์ที่โหยหาความรักและการยอมรับอย่างน่าสนใจ ซีนที่ท้าทายที่สุดคือการต้องปะทะเดือดกับณเดชน์ที่มีความแข็งแรงทางร่างกายสูงมาก ซึ่งคิวบู๊ในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นแค่ความเท่ แต่เป็นฉากแอ็กชั่นที่สะท้อนถึงธาตุแท้ คุณธรรม และสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของตัวละครแต่ละตัวอย่างชัดเจน ท่ามกลางอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอย่างสมจริง

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ สุรพงษ์ เพลินแสง ที่ต้องการเนรมิตภาพความรุนแรงให้ออกมาดิบและสมจริงที่สุดผ่านการถ่ายทำฉากต่อสู้แบบ Long Take ซึ่งนักแสดงทุกคนต้องจดจำคิวบู๊แบบ Street Fight ที่เน้นการปะทะกันด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างแม่นยำโดยไม่มีการคัท ภาพที่ออกมาจึงให้ความรู้สึกเรียลไทม์ ต่อเนื่อง และกระแทกกระทั้นอารมณ์ของผู้ชมอย่างรุนแรง ราวกับได้เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์นองเลือดนั้นด้วยตัวเอง เพื่อถ่ายทอดรสชาติอันโหดร้ายของธุรกิจทวงหนี้ที่ไร้ความปรานี และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ของไทย

ปิดท้ายงานปฐมทัศน์ด้วยความประทับใจเมื่อแฟนๆ ผู้โชคดีมีโอกาสได้ร่วมชมภาพยนตร์รอบพิเศษอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษที่เปิดโอกาสให้ส่งคำถามพูดคุยกับเหล่านักแสดงนำและผู้กำกับโดยตรง สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มท่ามกลางความตื่นเต้นเร้าใจของเนื้อหาภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า “คนเดือดทวงแค้น” ไม่ใช่เพียงแค่ภาพยนตร์แอ็กชั่นธรรมดา แต่เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ความแค้น และการไถ่บาปที่ลึกซึ้ง เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปร่วมปิดบัญชีเลือดครั้งสุดท้ายที่ต้องจ่ายคืนด้วยชีวิตพร้อมกันวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ ทาง Netflix เท่านั้น