
nubia จับมือ IT CITY และ CSC ขยายช่องทางจำหน่าย 250 สาขาทั่วไทย พร้อมส่งสมาร์ตโฟน 5 รุ่นใหม่ราคาเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท เน้นตอบโจทย์ทั้งสายคุ้มค่าและสายเกมมิ่งแบบจัดเต็ม
ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ของวงการสมาร์ตโฟน เมื่อ nubia ได้ประกาศผนึกกำลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง IT CITY และ CSC เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยมากถึง 250 สาขา โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสและทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายมาเป็นผู้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความตั้งใจจริงในการส่งมอบเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เข้าถึงมือผู้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น การจัดจำหน่ายผ่านหน้าร้านจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมด้วยกลยุทธ์ราคาที่น่าดึงดูดใจ โดยเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต้องการตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่มองหาเครื่องราคาสบายกระเป๋า ไปจนถึงเหล่าเกมเมอร์ตัวจริงที่ต้องการประสิทธิภาพระดับสูงสุด

ความแข็งแกร่งของแบรนด์ nubia ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์ผ่านสองซีรีส์หลัก คือ Neo Series และ V Series ที่เข้ามาครองใจผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเหนียวแน่น จากการเปิดเผยของผู้จัดการฝ่ายแบรนด์ ZTE Device Thailand พบว่า Neo Series ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดโลกด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เกินกว่า 300% ขณะที่ในประเทศไทยเองก็มียอดการเติบโตที่โดดเด่นถึง 90% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทยได้อย่างดีเยี่ยม สำหรับ Neo Series จะเน้นไปที่ DNA เกมมิ่งภายใต้คอนเซปต์ ‘Born to Win’ ที่หยิบเอาฟีเจอร์ระดับเรือธงมาใส่ไว้ในราคาที่จับต้องได้ ส่วน V Series ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการเป็นสมาร์ตโฟนที่ครบครันสำหรับชีวิตประจำวัน ทำให้ nubia สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มทำตลาดอย่างเต็มตัวในปี 2565 เป็นต้นมา

ในการเปิดตัวครั้งนี้ nubia ได้นำสมาร์ตโฟน 5 รุ่นเด่นมาวางจำหน่ายที่ IT CITY และ CSC โดยแบ่งเป็นกลุ่มสมาร์ตโฟนเน้นความคุ้มค่าอย่าง nubia V80 Max (4+128GB) ในราคา 3,999 บาท และ nubia V80 Design (8+256GB) ในราคา 4,699 บาท ซึ่งทั้งสองรุ่นโดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.75 นิ้ว ที่ให้รีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz พร้อมความสว่าง 1,000 nits และการป้องกันระดับ IP64 ที่ตอบโจทย์การใช้งานหนักหน่วงในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่สายเกมมิ่งจะได้พบกับซีรีส์จัดเต็มอย่าง nubia Neo 3 GT 5G, Neo 5 Pro 5G และรุ่นท็อปอย่าง Neo 5 GT 5G ที่มาพร้อมนวัตกรรมหน้าจอ AMOLED 1.5K 144Hz รวมถึงระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมในตัว (Built-in Cooling Fan) และระบบชาร์จเร็ว 80W ซึ่งเป็นฟีเจอร์ระดับสูงที่หาได้ยากในสมาร์ตโฟนระดับราคานี้

นอกจากความคุ้มค่าของสเปกและราคาแล้ว nubia ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษเพื่อฉลองการวางจำหน่าย ณ หน้าร้าน IT CITY และ CSC โดยลูกค้าที่ซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นที่ร่วมรายการจะได้รับของสมนาคุณและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของแต่ละรุ่น ซึ่งถือเป็นการต้อนรับลูกค้าเข้าสู่ประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับอย่างเต็มรูปแบบ การที่แบรนด์เลือกบุกตลาดออฟไลน์ในวงกว้างครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องบริการหลังการขายและการให้คำแนะนำโดยพนักงานมืออาชีพที่หน้าร้าน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคชาวไทย ใครที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ที่ให้ทั้งความสวยงาม ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ต้องห้ามพลาดไปสัมผัสของจริงได้ที่สาขาใกล้บ้านทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

vivo เตรียมส่งสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด V80 บุกตลาดไทยเดือนตุลาคมนี้ ชูจุดเด่นการถ่ายภาพพอร์ตเทรตแบบ “ลูกรักพระเจ้า” พร้อมอัปเกรดระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 บน Android 17 ทันสมัยที่สุด

ข่าวใหญ่ที่แฟนคลับสมาร์ตโฟนสายถ่ายภาพต้องจับตามอง เมื่อ vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนระดับโลกได้ออกมาประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เตรียมจะวางจำหน่าย vivo V80 สมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล V Series เข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหลังจากที่รุ่นก่อนหน้าอย่าง vivo V70 สามารถสร้างปรากฏการณ์ความนิยมได้อย่างถล่มทลาย การกลับมาในครั้งนี้ของ V80 จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการที่เครื่องรุ่นนี้ได้ผ่านการรับรองจาก กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแฟนๆ ชาวไทยจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในเวลาไม่นานเกินรออย่างแน่นอน พร้อมกับการสานต่อความสำเร็จในการยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้ก้าวไปอีกขั้นภายใต้มาตรฐานระดับโลก

หัวใจสำคัญที่ทำให้ vivo V Series แตกต่างและโดดเด่นเหนือคู่แข่งเสมอมา คือความเชี่ยวชาญในการผสานเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ vivo เข้ากับความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ZEISS ซึ่งในรุ่น vivo V80 นี้จะยังคงเน้นย้ำคอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์อย่าง “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถถ่ายภาพพอร์ตเทรตออกมาได้อย่างสวยงาม ดูเป็นมืออาชีพราวกับมีช่างภาพส่วนตัว โดยไม่ต้องใช้ทักษะการตั้งค่าที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีการเผยข้อมูลเบื้องต้นว่าจะมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่และสีสันสุดพิเศษที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้ไม่เพียงแต่จะได้ภาพถ่ายที่สวยงามระดับเทพ แต่ยังได้รับประสบการณ์การถือครองสมาร์ตโฟนที่สะท้อนถึงรสนิยมและความทันสมัยไปพร้อมๆ กัน

นอกจากความโดดเด่นในด้านการถ่ายภาพแล้ว vivo V80 ยังนับว่าเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในด้านซอฟต์แวร์ เพราะนี่จะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของ vivo ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 ซึ่งถูกขับเคลื่อนบนพื้นฐานของ Android 17 ตั้งแต่แกะกล่อง การอัปเกรดในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล เสถียร และมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้าน AI ใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่การปรับแต่งภาพถ่ายไปจนถึงการจัดการการใช้งานทั่วไปให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติการใช้งานสมาร์ตโฟนให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสถึงความสะดวกสบายและประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเดิมได้อย่างชัดเจน

สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้ vivo ได้เตรียมเซอร์ไพรส์และโปรโมชันสุดพิเศษมากมายเพื่อตอบแทนแฟนๆ ที่ตั้งตารอคอยมาโดยตลอด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัว งานอีเวนต์ต่างๆ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้า (Pre-order) ได้ผ่านช่องทางสื่อสารหลักของ vivo Thailand ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการ หรือเว็บไซต์ของทางแบรนด์ เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตและโอกาสในการเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟนที่จะมาเปลี่ยนนิยามของการถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้กลายเป็นเรื่องง่ายและงดงามที่สุด เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของ vivo V80 พร้อมกันในเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน

อินฟินิกซ์ ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนเก่งเกมมิ่งรุ่นอัปเกรดความจุใหม่ Infinix GT 50 Pro 512GB พร้อม RAM รวมสูงสุด 24GB และชิป Dimensity 8400 Ultimate ที่มาพร้อมของแถมสุดพิเศษสิทธิ์ใช้งาน Google AI Plus ฟรี 3 เดือน ในราคาเปิดตัวสุดเร้าใจ 19,999 บาท

วงการสมาร์ตโฟนสายเกมมิ่งในประเทศไทยต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อแบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลกอย่าง อินฟินิกซ์ (Infinix) ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นท็อปอัพเกรดล่าสุดอย่าง “Infinix GT 50 Pro” รุ่นความจุสะใจ 512GB อย่างเป็นทางการในประเทศไทย การกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มเพียงแค่พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมและการทำงานยุคใหม่ให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจับมือร่วมกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเพื่อมอบแพ็คเกจ Google AI Plus สุดพิเศษ ซึ่งถือเป็นการตอบรับกระแสความนิยมอย่างท่วมท้นหลังจากที่รุ่นก่อนหน้าได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากเหล่าเกมเมอร์ชาวไทยในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ช่วยตอบโจทย์ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการประมวลผลและการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ

สำหรับสเปกภายในของ Infinix GT 50 Pro 512GB นั้น เรียกได้ว่าจัดเต็มเพื่อตอบสนองความต้องการของสายฮาร์ดคอร์เกมเมอร์โดยเฉพาะ เริ่มต้นจากหน้าจอแสดงผลทรงพลังแบบ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดสูงถึง 1.5K ที่มาพร้อมกับความสว่างสูงสุดถึง 4500 Nits ทำให้การเล่นเกมกลางแจ้งหรือในที่แสงจ้าไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป พร้อมทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจกหน้าจอสุดแกร่ง Corning Gorilla Glass 7i ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและการตกกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม โดยตัวเครื่องยังได้รับมาตรฐานกันฝุ่นและน้ำที่ระดับ IP64 อีกด้วย นอกจากนี้ ตัวหน้าจอยังรองรับอัตรารีเฟรชเรตที่สูงถึง 144 Hz ภายใต้ระบบนิเวศการเล่นเกมที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ภาพกราฟิกในเกมยอดฮิตอย่าง MLBB, Free Fire หรือ Call of Duty ลื่นไหลอย่างไร้รอยต่อ โดยมีขุมพลังขับเคลื่อนหลักจากชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8400 Ultimate ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลแปดคอร์ (Octa-core) ความเร็วสูงสุด 3.25 GHz ทำให้ทุกการตอบสนองรวดเร็วทันใจในทุกจังหวะสำคัญของการแข่งขัน

เพื่อรองรับการเล่นเกมอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีปัญหาเครื่องร้อนหรือประสิทธิภาพตก Infinix ได้ติดตั้งระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวสุดล้ำ HydroFlow Liquid Cooling ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของตัวเครื่องให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตลอดเวลา ผสานการทำงานร่วมกับหน่วยความจำที่ใหญ่จุใจด้วย ROM ขนาด 512GB และ RAM ในตัวเครื่อง 12GB ที่สามารถเพิ่มความจุ RAM เสมือนได้สูงสุดอีก 12GB รวมเป็น 24GB ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถลงเกมระดับบิ๊กเนมแนว FPS, MOBA หรือ MMORPG ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่เครื่องจะเต็ม นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์พิเศษเพื่อเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Pressure-Sense GT Trigger ระบบสัมผัสที่สามารถรับรู้น้ำหนักการกดและการปัดหน้าจอที่ละเอียดอ่อน แม่นยำ ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับลำโพงคู่คุณภาพสูงที่รองรับระบบเสียงสมจริงรอบทิศทางอย่าง Dolby Atmos มอบประสบการณ์ความบันเทิงที่เต็มอิ่มและสมจริงที่สุดในทุกมิติ
ความน่าสนใจที่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของการเปิดตัวในครั้งนี้คือการมอบสิทธิ์เข้าใช้งานแพ็คเกจ Google AI Plus ฟรีนานถึง 3 เดือนเต็ม สำหรับผู้ที่จับจองเป็นเจ้าของ Infinix GT 50 Pro รุ่น 512GB ซึ่งแพ็คเกจนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับเทคโนโลยีคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ระดับพรีเมียมจาก Google โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud ขนาดมหึมาถึง 2TB ผ่าน Google One รวมถึงการเปิดใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Gemini ที่ผสานการทำงานเข้ากับแอปพลิเคชันยอดนิยมในชีวิตประจำวัน เช่น Gmail, Docs, Sheets และ Slides ได้อย่างลื่นไหล ทั้งยังมีฟีเจอร์ช่วยสร้างสรรค์ภาพถ่ายและกราฟิกด้วยพลัง AI ไปจนถึงคอร์สเรียนรู้การใช้งาน Gemini เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียน ช่วยยกระดับสมาร์ตโฟนเกมมิ่งเครื่องนี้ให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการทำงานยุคดิจิทัลได้อย่างรอบด้านและทรงประสิทธิภาพสูงสุด

Infinix GT 50 Pro รุ่นความจุ 512GB พร้อม RAM สูงสุด 24GB นี้ ถือเป็นสมาร์ตโฟนที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ทุกมิติของชีวิตดิจิทัลทั้งการเล่นเกมและการทำงานขั้นสูงอย่างแท้จริง โดยเปิดตัวในราคาสุดเร้าใจเพียง 19,999 บาทเท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเป็นเจ้าของ สามารถเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada และ TikTok Shop หรือหากต้องการสัมผัสและทดลองใช้งานเครื่องจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ก็สามารถเดินทางไปที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ BaNANA, Jaymart, IT City, True Shop, Advice, Com7 และ TG Fone ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มาร่วมสัมผัสประสบการณ์เกมมิ่งยุคใหม่ที่ผสานพลังแห่งปัญญาประดิษฐ์อย่างไร้ขีดจำกัดไปกับอินฟินิกซ์ สมาร์ตโฟนที่จะเปลี่ยนทุกการเล่นเกมและการทำงานของคุณให้กลายเป็นเรื่องง่ายและสนุกสนานยิ่งกว่าที่เคย

vivo ประเทศไทยร่วมฝ่าวิกฤตอุทกภัย ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ 500 ชุดให้ผู้ประสบภัย พร้อมออกมาตรการพิเศษช่วยลดค่าซ่อมสมาร์ตโฟนและขยายเวลารับประกัน เพื่อช่วยให้ลูกค้ากลับมาติดต่อสื่อสารได้อย่างปกติ

ในยามที่สังคมต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติและอุทกภัยครั้งใหญ่ vivo ประเทศไทย ได้แสดงพลังแห่งความห่วงใยผ่านโครงการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการระดมสรรพกำลังจัดเตรียมถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด เพื่อนำไปบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก โดยความตั้งใจจริงในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ปันน้ำใจ ห่วงใยกัน” ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ขององค์กรที่ไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งในการเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤต เพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยความหวังและกำลังใจที่เข้มแข็ง

การดำเนินงานในครั้งนี้ vivo ประเทศไทยได้จัดแบ่งการส่งมอบความช่วยเหลือออกเป็นสองส่วนหลักเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม โดยได้รับการประสานงานอย่างดียิ่งจากสำนักงานเทศบาลนครรังสิตในการนำถุงยังชีพจำนวน 400 ชุดไปมอบให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการส่งมอบถุงยังชีพอีก 100 ชุดให้แก่มูลนิธิบ้านนกขมิ้นเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังเด็กๆ และผู้ที่ต้องการความสนับสนุนเป็นพิเศษ ภายในถุงยังชีพทั้ง 500 ชุดนั้นประกอบไปด้วยสิ่งของจำเป็นมากกว่า 10,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้ง ข้าวสาร น้ำดื่ม นมกล่อง รวมถึงยารักษาโรคและอุปกรณ์ป้องกันแมลง ซึ่งได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้ทันทีในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้

นอกเหนือจากการช่วยเหลือด้านเครื่องอุปโภคบริโภคแล้ว vivo ประเทศไทยยังตระหนักดีว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยามวิกฤต จึงได้ประกาศมาตรการพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ตโฟน vivo ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยมอบส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับค่าอะไหล่ในการซ่อมแซมสมาร์ตโฟนทุกรุ่นเพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาใช้งานสื่อสารได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับลูกค้าที่อุปกรณ์เดิมมีกำหนดสิ้นสุดการรับประกันในช่วงระหว่างวันที่ 20 ถึง 30 กันยายน 2569 ทางศูนย์บริการยังใจดีประกาศขยายระยะเวลารับประกันออกไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยให้สิทธิ์การบริการเทียบเท่ากับเงื่อนไขเดิมทุกประการ เพื่อเป็นการลดภาระและสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้งานในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายนี้

การลงพื้นที่จริงของทีมงาน vivo ไม่ได้เป็นเพียงการนำสิ่งของไปมอบให้ แต่เป็นการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจจากผู้ให้สู่ผู้รับโดยตรง ซึ่งภาพบรรยากาศการช่วยเหลือชุมชนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า vivo พร้อมที่จะยืนเคียงข้างสังคมไทยและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการดีๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง มาตรการที่เกิดขึ้นทั้งในด้านการส่งมอบปัจจัยสี่และการดูแลอุปกรณ์สื่อสาร ถือเป็นต้นแบบของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากทีมงาน vivo จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้พี่น้องคนไทยกลับมาเข้มแข็งและฟื้นตัวได้ในเร็ววัน

ไฮเออร์ เปิดตัวเครื่องทำน้ำอุ่น ‘QUBE Series’ ชูแนวคิด ‘Skin Care Shower’ เพื่อดูแลสุขภาพผิวด้วยระบบกรองน้ำ 3 ขั้นตอนและควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ 4D AI พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย 11 ชั้น ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยที่อาบน้ำบ่อยเป็นอันดับ 3 ของโลก

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น ส่งผลให้พฤติกรรมการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลของคนไทยมีความโดดเด่นอย่างมากในระดับสากล โดยจากข้อมูลทางสถิติของ Seasia Stats พบว่าคนไทยมีสถิติการอาบน้ำเฉลี่ยสูงถึง 11 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก และครองแชมป์อันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนให้เห็นว่าการอาบน้ำไม่ใช่เพียงแค่กิจวัตรประจำวันเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกเท่านั้น แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายและการดูแลตัวเองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในแต่ละวัน ด้วยอินไซต์ที่น่าสนใจนี้ ไฮเออร์ (Haier) ในฐานะแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันยาวนานถึง 17 ปีซ้อน จึงเล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับเครื่องทำน้ำอุ่นจากการเป็นเพียงเครื่องทำความร้อนทั่วไป ให้กลายเป็นโซลูชันเพื่อสุขภาพผิวและความปลอดภัยอย่างครบวงจรผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดอย่าง “QUBE Series” ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเพื่อรองรับฤดูฝนและฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

หัวใจสำคัญที่ทำให้เครื่องทำน้ำอุ่นไฮเออร์ QUBE Series โดดเด่นกว่าเครื่องทำน้ำอุ่นทั่วไป คือการชูนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “Skin Care Shower” ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำประปาที่ไม่สะอาดอันอาจส่งผลเสียต่อผิวพรรณและเส้นผม โดยเทคโนโลยีนี้ผ่านการต่อยอดและทดสอบความเชี่ยวชาญจากตลาดประเทศจีนมาตั้งแต่ปี 2566 ก่อนนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบนี้ทำงานผ่านกระบวนการกรองน้ำอัจฉริยะถึง 3 ขั้นตอน ซึ่งผสานประสิทธิภาพของการกรองละเอียดระดับไมครอน ร่วมกับสารกรองแคลเซียมซัลไฟต์เกรดอาหาร และวัสดุ KDF (Copper-Zinc) ที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดคลอรีนตกค้างในน้ำได้สูงถึง 96% พร้อมทั้งขจัดสารแขวนลอยและโลหะหนักอย่างมีประสิทธิภาพ มอบสัมผัสแห่งสายน้ำที่สะอาด บริสุทธิ์ และอ่อนโยนเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้ที่มีปัญหาผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือผู้ที่รักการบำรุงผิวพรรณและเส้นผม โดยผู้ใช้งานยังสามารถเปลี่ยนไส้กรองขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 1 ถึง 1.5 ปี ได้อย่างง่ายดายด้วยตัวเองภายในเวลาเพียง 1 นาทีโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือพิเศษใดๆ

นอกเหนือจากความสะอาดของสายน้ำแล้ว ความสบายในระหว่างการอาบน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไฮเออร์ใส่ใจอย่างยิ่ง โดยในเครื่องทำน้ำอุ่น QUBE Series ได้มีการติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ 4D AI ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลร่วมกันระหว่างเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำ อุณหภูมิน้ำเข้า และอุณหภูมิน้ำออกแบบเรียลไทม์ เพื่อรักษาความร้อนของน้ำให้อุ่นคงที่และแม่นยำอย่างต่อเนื่องโดยมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ±1 องศาเซลเซียส แม้ว่าในขณะนั้นแรงดันน้ำหรือแรงดันไฟฟ้าภายในบ้านจะเกิดการผันผวนก็ตาม ตัวเครื่องทำงานร่วมกับระบบทำความร้อนประสิทธิภาพสูงที่มีกำลังไฟให้เลือกสูงสุดถึง 5.5 กิโลวัตต์ ทำให้น้ำร้อนได้อย่างรวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมเทคโนโลยี ABT ที่ผสานพลังของ Ag+ หรือแร่เงินในการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้สูงสุดถึง 99.9% พร้อมหัวฝักบัวดีไซน์พิเศษที่สามารถปรับรูปแบบของสายน้ำได้ถึง 5 รูปแบบ เพื่อตอบรับความต้องการและสร้างประสบการณ์การผ่อนคลายที่แตกต่างกันในแต่ละวัน
ความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททำความร้อนเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคกังวลมากที่สุด ไฮเออร์จึงได้ติดตั้งระบบปกป้องความปลอดภัยอัจฉริยะหนาแน่นถึง 11 ชั้น (11-Layer Smart Safety) นำโดยเทคโนโลยี Shock Proof ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์และได้รับสิทธิบัตรเฉพาะของไฮเออร์ ในการป้องกันปัญหากระแสไฟฟ้ารั่วไหลแบบสองชั้น ผสานการทำงานร่วมกับระบบตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิความร้อนแบบคู่เพื่อป้องกันน้ำร้อนลวก ระบบป้องกันการทำงานของเครื่องในสภาวะที่ไม่มีน้ำไหลผ่าน ระบบป้องกันความเสียหายจากฟ้าผ่า ระบบสายดินมาตรฐานสูง และมาตรฐานการกันน้ำระดับ IP25 ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ภายใต้ตัวเครื่องดีไซน์โมเดิร์นที่มีความกะทัดรัด สวยงาม ลงตัวกับการตกแต่งห้องน้ำยุคใหม่ทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแบบแขวนผนังทั่วไปหรือการติดตั้งแบบบิวท์อินซ่อนระบบท่อเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและประหยัดพื้นที่ใช้สอย
การเปิดตัวเครื่องทำน้ำอุ่นไฮเออร์ QUBE Series ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ EI35E-Q3CB-F(TH), EI45E-Q3CB-F(TH) และ EI55E-Q3CB-F(TH) ถือเป็นการปักธงรุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ด้วยราคาเริ่มต้นที่เป็นมิตรและจับต้องได้ง่ายเพียง 4,190 บาท ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำและแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ไฮเออร์ยังมีแผนการใหญ่ในการขยายพอร์ตโฟลิโอและนวัตกรรมโซลูชันเรื่องน้ำไปยังต่างประเทศ โดยเตรียมส่งเทคโนโลยี Skin Care Shower นี้เข้าสู่ตลาดประเทศมาเลเซียภายในไตรมาสแรกของปี 2570 และเตรียมแนะนำเครื่องทำน้ำอุ่นระบบถังเก็บน้ำซีรีส์ Baikal เข้าสู่ตลาดประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องทำน้ำอุ่นระดับสากลอย่างต่อเนื่องถึง 14 ปีซ้อน และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันการใช้ชีวิตที่สะอาดและปลอดภัยให้แก่ผู้คนทั่วโลกอย่างไม่หยุดยั้ง