
เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 โกยรายได้ทะลุ 108.9 พันล้านหยวน เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งสมาร์ทโฟนพรีเมียม ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบนิเวศ AIoT ที่เชื่อมโยงผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างไร้รอยต่อ
เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน (Xiaomi) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีและผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะระดับโลก ได้ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่สองของปี 2569 ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอันน่าทึ่งท่ามกลางความท้าทายในตลาดเทคโนโลยีทั่วโลก โดยบริษัทสามารถทำรายรับรวมในไตรมาสนี้ไปได้สูงถึง 108.9 พันล้านหยวน ซึ่งเป็นการกลับมาทะลุหลักแสนล้านหยวนอีกครั้งอย่างสง่างาม คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 9.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็สามารถทำกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วได้สูงถึง 6.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่าในปัจจุบันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเผชิญกับพายุความกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนของชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนการแข่งขันที่ทวีความดุเดือดในทุกเซกเมนต์ ทว่าด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการอันชาญฉลาดและวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่น เสียวหมี่ก็ยังคงยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงภายใต้ระบบนิเวศอันทรงพลัง “Human × Car × Home” ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตของผู้คน ยานยนต์ และที่อยู่อาศัยเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวและไร้รอยต่อ
ในส่วนของธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญ เสียวหมี่ยังคงรักษาเสถียรภาพและตำแหน่งผู้นำได้อย่างเหนียวแน่น โดยสามารถครองอันดับหนึ่งในสามของผู้จัดส่งสมาร์ทโฟนสูงสุดของโลกติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 24 จากข้อมูลของสถาบันวิจัยระดับโลกอย่าง Omdia ซึ่งในไตรมาสนี้เสียวหมี่สร้างรายรับจากธุรกิจสมาร์ทโฟนได้สูงถึง 42.1 พันล้านหยวน จากยอดจัดส่งทั่วโลกจำนวน 31.2 ล้านเครื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กลยุทธ์การยกระดับแบรนด์ขึ้นสู่ตลาดพรีเมียม (Premiumization) ยังประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยราคาเฉลี่ยต่อเครื่อง (ASP) ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 25.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,351 หยวน โดยเฉพาะในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ที่สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ราคาตั้งแต่ 3,000 หยวนขึ้นไป มีสัดส่วนยอดขายเติบโตจนคิดเป็น 32.1% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง Xiaomi 17T Series ได้เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าพรีเมียมในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการยานยนต์อัจฉริยะ คือผลการดำเนินงานของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนวัตกรรมใหม่ของเสียวหมี่ ที่ทำรายรับรวมได้สูงถึง 24.9 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นรายรับหลักจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะถึง 23.9 พันล้านหยวน ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ในไตรมาสนี้ที่ทะยานทะลุ 104,199 คัน ซึ่งนอกจากความสำเร็จของ Xiaomi SU7 Series ที่ครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ซีดานไฟฟ้าหรูของจีนแล้ว เสียวหมี่ยังเดินหน้าสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีโครงสร้างสถาปัตยกรรมระดับปฏิวัติวงการอย่าง Xiaomi Kunlun Technical Architecture ควบคู่ไปกับการเปิดตัวรถยนต์ SUV แบบ Extended-Range รุ่นใหม่อย่าง Xiaomi SkyNomad N90 Max ที่มาพร้อมนวัตกรรมแบตเตอรี่ Xiaomi Armor Scale Battery ขนาด 76 kWh ซึ่งให้ระยะทางการขับขี่ที่ไกลถึง 1,705 กิโลเมตรตามมาตรฐาน CLTC พร้อมห้องโดยสารอัจฉริยะที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่การใช้งานได้อย่างหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งโหมดสำนักงานและการพักผ่อนสำหรับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างลงตัวที่สุด
ทางด้านระบบนิเวศอัจฉริยะ IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของเสียวหมี่ ก็มีการเติบโตที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยทำรายรับไปได้ถึง 31.3 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 26.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างประเทศอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้อุปกรณ์แท็บเล็ตและหูฟัง TWS ของเสียวหมี่สามารถครองตำแหน่งท็อป 5 และท็อป 2 ของโลกตามลำดับ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม AIoT ของเสียวหมี่มีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (ไม่รวมสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต) สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1,160.8 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้น 17.4% โดยมีกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อตั้งแต่ 5 เครื่องขึ้นไปพุ่งสูงถึง 24.6 ล้านราย สอดคล้องกับความแข็งแกร่งของธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตที่สร้างรายได้ 9.0 พันล้านหยวน พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงถึง 76.8% โดยมีจำนวนผู้ใช้งานรายเดือน (MAU) ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 766.5 ล้านราย สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของเสียวหมี่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกอย่างสมบูรณ์แบบ
กุญแจสำคัญที่ทำให้เสียวหมี่สามารถรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีไว้ได้อย่างยั่งยืน คือความมุ่งมั่นในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งในครึ่งปีแรกของปี 2569 เสียวหมี่ได้ทุ่มงบประมาณไปแล้วกว่า 18.2 พันล้านหยวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง Xiaomi MiMo-V2.5 ที่มียอดใช้งานโทเคนต่อสัปดาห์สูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม OpenRouter ถึง 10.5 ล้านล้านโทเคน รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพโรงงานผลิตอัจฉริยะด้วยการนำหุ่นยนต์ทรงพลังสองรุ่นอย่าง Xiaomi-Robotics-U0 และ Xiaomi-Robotics-1 เข้ามาทำงานในสายการผลิตจริง นอกจากนี้ การเผยโฉมระบบปฏิบัติการเจเนอเรชันใหม่อย่าง Xiaomi HyperOS 4 ที่ทำงานร่วมกับระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Xiaomi Hyper XiaoAi 2.0 ยังช่วยผสานรวมการทำงานระหว่างอุปกรณ์พกพา ยานยนต์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ และนี่คือเครื่องพิสูจน์อันเด่นชัดว่า เสียวหมี่ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์สินค้าไอทีทั่วไป แต่คือผู้กำหนดทิศทางแห่งอนาคตที่พร้อมจะนำพาระบบนิเวศ “Human × Car × Home” ไปสู่ระดับที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้

เจาะลึกนวัตกรรมเด่นของ vivo ในครึ่งแรกของปี 2569 ทั้งระบบกล้อง Imaging System ร่วมกับ ZEISS, ขุมพลังแบตเตอรี่ BlueVolt ชาร์จไว และระบบปฏิบัติการ OriginOS 6 สู่มาตรฐานใหม่แห่งวงการสมาร์ตโฟน

ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 ตลาดสมาร์ตโฟนยังคงทวีความร้อนแรงและแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในทุกระดับ ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในสมรภูมินี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การอวดอ้างตัวเลขสเปกบนกระดาษอีกต่อไป แต่เป็นการขับเคี่ยวกันด้วยนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง vivo ได้แสดงศักยภาพความเป็นผู้นำด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่สมาร์ตโฟนระดับเรือธงสำหรับเหล่าครีเอเตอร์มืออาชีพ ไปจนถึงสมาร์ตโฟนประสิทธิภาพสูงที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งการขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานของมนุษย์ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ vivo ในการส่งมอบเทคโนโลยีระดับพรีเมียมให้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คนในวงกว้างได้อย่างแท้จริง

ไฮไลท์ที่โดดเด่นที่สุดในครึ่งปีแรกนี้คงหนีไม่พ้นการยกระดับระบบการถ่ายภาพ หรือ Imaging System สู่มาตรฐานระดับโปร โดย vivo เลือกที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของการเพิ่มความละเอียดพิกเซลแบบเดิมๆ แล้วหันมาสร้างสรรค์ระบบการถ่ายภาพแบบครบวงจรที่ผสานความสามารถของเลนส์คุณภาพสูง ระบบป้องกันการสั่นไหว เซนเซอร์อัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ประมวลผล และเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับแบรนด์กล้องระดับโลกอย่าง ZEISS จนนำมาซึ่งการเผยโฉม vivo X300 Ultra ในงาน Mobile World Congress 2026 ประเทศสเปน ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมสุดล้ำอย่าง vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 Ultra ซึ่งช่วยเพิ่มระยะซูมได้เทียบเท่าเลนส์ 400 มิลลิเมตร ควบคู่ไปกับมาตรฐานเลนส์ ZEISS APO ที่ช่วยให้ทุกภาพถ่ายมีความคมชัดและสีสันแม่นยำอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวอุปกรณ์เสริมกลุ่ม Pro-grade Camera Cage เพื่อเปลี่ยนสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาดพกพา รองรับการบันทึกวิดีโอระดับ Cinematic 4K 120fps 10-bit Log ในทุกระยะเลนส์ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้แก่เหล่านักสร้างสรรค์คอนเทนต์และช่างภาพมืออาชีพในประเทศไทยได้อย่างน่าประทับใจ

เมื่อประสิทธิภาพของระบบกล้องและการประมวลผลถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด vivo จึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาฮาร์ดแวร์ภายในเพื่อรองรับการทำงานหนักได้อย่างไม่มีสะดุด ด้วยการจับคู่ชิปเซ็ตประมวลผลประสิทธิภาพสูงอย่าง MediaTek Dimensity ที่ได้รับการปรับแต่งร่วมกันอย่างประณีต เข้ากับชิปประมวลผลภาพเฉพาะทางที่ vivo พัฒนาขึ้นเองอย่าง vivo VS1+ เพื่อเสริมพลังการถ่ายภาพและงานประมวลผล AI และเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานยาวนานตลอดวัน vivo จึงได้เปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่ BlueVolt เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ซึ่งสร้างสมดุลอันยอดเยี่ยมระหว่างความจุที่มหาศาลและดีไซน์ตัวเครื่องที่ยังคงบางเฉียบพกพาสะดวก โดยถูกนำมาใช้งานจริงในสมาร์ตโฟนหลากหลายรุ่นตั้งแต่ความจุ 6500mAh ในรุ่น V70 และ X300 FE ไปจนถึงระดับ 6600mAh ในรุ่น X300 Ultra และพุ่งทะยานสูงถึง 7000mAh และ 7200mAh ในรุ่น V70 FE และ Y31d ตามลำดับ พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว FlashCharge และระบบจัดการสุขภาพแบตเตอรี่อัจฉริยะที่ช่วยรับประกันว่าตัวแบตเตอรี่จะยังคงใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยาวนานหลายปี

นอกเหนือจากความแข็งแกร่งทางด้านฮาร์ดแวร์และแบตเตอรี่แล้ว vivo ยังได้ปฏิวัติประสบการณ์การใช้งานผ่านซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ OriginOS 6 ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความลื่นไหลระดับสูงสุดและการตอบสนองที่ฉับไวในทุกมิติ โดยมีการผสานฟังก์ชัน AI เข้าไปในทุกส่วนของระบบปฏิบัติการเพื่อคอยสนับสนุนการจัดการข้อมูล การทำงานเอกสาร การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ตลอดจนการรับชมความบันเทิงให้เป็นเรื่องง่ายและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการใส่ใจในเรื่องของความทนทานอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ผู้บริโภคยุคใหม่มองหา โดยในสมาร์ตโฟนเจเนอเรชันนี้ vivo ได้ยกระดับมาตรฐานความทนทานขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเสริมโครงสร้างตัวเครื่องให้แข็งแกร่งรองรับแรงกระแทกตามมาตรฐานทางการทหาร (Military Standard) พร้อมผ่านการรับรองจากสถาบันระดับสากลอย่าง SGS รวมถึงการผ่านการทดสอบคุณสมบัติการป้องกันน้ำและฝุ่นในระดับสูงอย่าง IP68 และ IP69 ทำให้ผู้ใช้งานทุกคนมั่นใจได้ว่าสมาร์ตโฟนเครื่องโปรดจะพร้อมลุยไปในทุกสถานการณ์จริงอย่างปลอดภัยและไร้กังวล

ทิศทางและนวัตกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ เป็นเพียงก้าวแรกของแผนการอันยิ่งใหญ่ในการส่งมอบเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของมนุษย์อย่างรอบด้าน โดยในครึ่งปีหลังและอนาคตอันใกล้ vivo ยังคงเดินหน้าเตรียมพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีเซนเซอร์กล้องถ่ายภาพที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิม พร้อมทั้งมีแผนการเปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่ BlueVolt ความจุสูงระดับประวัติศาสตร์ตั้งแต่ 8000 ถึง 10000mAh ที่จะเปลี่ยนนิยามของการใช้งานสมาร์ตโฟนแบบเดิมๆ ไปโดยสิ้นเชิง รวมถึงเตรียมปล่อยระบบปฏิบัติการเวอร์ชันถัดไปอย่าง OriginOS 7 ที่จะขนทัพฟีเจอร์ AI ชุดใหม่เข้ามาทำให้สมาร์ตโฟนมีความเป็นอัจฉริยะส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาของ vivo เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับและปฏิวัติวงการสมาร์ตโฟนเพื่อสร้างมาตรฐานบทใหม่ให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างยั่งยืน



realme ประกาศร่วมมือครั้งสำคัญกับวงการอีสปอร์ตไทยในฐานะ Official Device Partner สำหรับการแข่งขัน RoV Pro League 2026 Winter โดยส่งสมาร์ตโฟนสเปกแรงรุ่น realme 16 Series 5G เข้ามาเป็นอาวุธคู่กายให้นักแข่งได้ใช้งาน พร้อมขนกิจกรรมสุดพิเศษมากมายอย่างงาน realme 828 Fan Festival มาให้เหล่าเกมเมอร์ได้ร่วมสนุกตลอดทั้งปี

วงการอีสปอร์ตไทยเตรียมสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อแบรนด์สมาร์ตโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกอย่าง realme (เรียลมี) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการก้าวขึ้นเป็น “Official Device Partner” อย่างเป็นทางการสำหรับการแข่งขัน RoV Pro League 2026 Winter (RPL 2026 Winter) ซึ่งถือเป็นลีกอาชีพสูงสุดของเกม RoV ในประเทศไทย โดยในครั้งนี้ realme พร้อมส่งสมาร์ตโฟนทรงพลังรุ่นล่าสุดอย่าง “realme 16 Series 5G” เข้ามาเป็นอาวุธคู่ใจในสนามประลองของเหล่าเกมเมอร์ระดับมืออาชีพ เพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหล ไร้รอยต่อ และเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด การจับมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของ realme ในการสนับสนุนและผลักดันวงการเกมรวมถึงคอมมูนิตี้อีสปอร์ตของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและแพสชันอย่างเต็มที่ในพื้นที่ระดับมืออาชีพ

สำหรับสมาร์ตโฟนที่เป็นไฮไลต์สำคัญและถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เหล่าโมบายเกมเมอร์และนักแข่งอีสปอร์ตระดับโปรเพลเยอร์โดยเฉพาะคือ “realme 16 Pro+ 5G” ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของซีรีส์นี้ ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปเซ็ตเจเนอเรชันใหม่อย่าง Snapdragon 7 Gen 4 ที่สามารถทำคะแนนทดสอบประสิทธิภาพการทำงาน AnTuTu ได้สูงทะลุ 1.44 ล้านคะแนน มอบพลังการประมวลผลที่รวดเร็วและแม่นยำอย่างเหนือชั้น ผสานการทำงานร่วมกับหน้าจอแสดงผลอัตรารีเฟรชเรตระดับท็อปที่สูงถึง 144Hz ช่วยให้ทุกการเคลื่อนไหวในเกมมีความสมูท ลื่นไหล และตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างทันท่วงทีในทุกจังหวะสำคัญ นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีจุดเด่นที่แบตเตอรี่ยักษ์ความจุสะใจถึง 7,000mAh Titan Battery ที่มาพร้อมระบบ Bypass Charging ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเล่นเกมไปด้วยและชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วยได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องร้อนเกินไป เสริมทัพด้วยระบบระบายความร้อนอันล้ำสมัย AirFlow VC Cooling System ที่ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะใช้งานหนักหน่วงในแมตช์การแข่งขันที่ยาวนาน พร้อมทั้งยังมีเทคโนโลยี AI ช่วยจัดการเฟรมเรตและการใช้พลังงานให้คงที่และลื่นไหลตั้งแต่วินาทีแรกจนจบแมตช์
การก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในศึกโปรลีกครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ realme ในการเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงเกมและกีฬาอีสปอร์ต (Gaming & Esports Ecosystem) ของประเทศไทยในระยะยาว ภายใต้สโลแกนและแนวคิด “Make Your Passion Real” ที่ต้องการสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากความชื่นชอบและแพสชันในการเล่นเกมให้กลายเป็นประสบการณ์ชีวิตและการทำงานที่จับต้องได้จริง การร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การมอบอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงให้กับผู้เข้าแข่งขันเท่านั้น แต่ realme ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่นระดับมืออาชีพ แฟนเกม และคนรุ่นใหม่ที่รักในการเล่นเกมเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้แห่งนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และช่วยผลักดันจากกลุ่มผู้ชมที่มีความฝัน สู่การเป็นผู้เล่นที่มีฝีมือ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการอีสปอร์ตระดับสากลต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

หากมองย้อนกลับไปตลอดปี 2569 จะเห็นได้ว่า realme มีความมุ่งมั่นในการทำกิจกรรมและสนับสนุนแวดวงเกมเมอร์ไทยอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเป็น Official Device Partner ในการแข่งขัน RPL 2026 Summer เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยการจับมือเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมสรชื่อดังขวัญใจมหาชนอย่าง Bacon Time ในงานแฟนมีตติ้งสุดอบอุ่น และล่าสุดกับการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่อย่าง realme 828 Fan Festival 2026 ซึ่งภายในงานจะมีการแข่งขัน RoV 828 GAMING TOURNAMENT ทัวร์นาเมนต์สุดพิเศษที่เปิดโอกาสให้เกมเมอร์จากทั่วประเทศได้มาร่วมประลองฝีมือกันทั้งในรอบออนไลน์และออฟไลน์ โดยรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 28 สิงหาคม ณ realme Brand Shop สาขามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ เพื่อลุ้นรับของรางวัลใหญ่อย่างสมาร์ตโฟน realme 16 Pro+ 5G ไปครองแบบฟรีๆ ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นเหมือนสนามอุ่นเครื่องชั้นยอดก่อนที่การแข่งขันระดับโปรลีกรอบฤดูหนาวจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
นอกเหนือจากการแข่งขันในสนามจริงแล้ว realme ยังส่งต่อความสนุกและมอบสิทธิพิเศษให้กับแฟนคลับรวมถึงผู้ชมทางบ้านผ่านกิจกรรมสุดพิเศษ “real Gaming DNA” เพื่อร่วมค้นหาดีเอ็นเอความเป็นเกมเมอร์ในตัวคุณ พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสนุกลุ้นรับสมาร์ตโฟน realme 16 Pro 5G ไปใช้งานกันฟรีๆ ถึง 3 รางวัล โดยสามารถติดตามรายละเอียดและกติกาเข้าร่วมสนุกได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางเพจ Facebook ทางการของ realme Thailand การจัดเต็มของแคมเปญทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า realme พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างคอมมูนิตี้เกมเมอร์ไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงและการสนับสนุนด้านกิจกรรมสร้างสรรค์ ดังนั้น แฟนเกม RoV และเหล่าเกมเมอร์ทุกคนจึงไม่ควรพลาดที่จะร่วมเกาะขอบสนาม ติดตามความตื่นเต้น และเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในศึก RPL 2026 Winter ที่กำลังจะมาถึงนี้ไปพร้อมๆ กัน

HUAWEI ร่วมมือกับ AIS เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง HUAWEI Pura 90s Series ขุมพลังจากเครือข่าย AIS 5G-ADVANCED ที่เชื่อมต่อได้รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้น พร้อมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้วยกล้องระดับมืออาชีพและดีไซน์หรูหราพรีเมียม

ทุกวันนี้เทคโนโลยีบนสมาร์ทโฟนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการมอบอิสระให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมือถือให้กลายเป็นสตูดิโอถ่ายภาพส่วนตัวหรือออฟฟิศเคลื่อนที่สำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล สำหรับกลุ่มครีเอเตอร์และคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนโลกออนไลน์ การแชร์ไลฟ์สไตล์ ถ่ายทำคอนเทนต์ ตลอดจนการไลฟ์สตรีมแบบเรียลไทม์จำเป็นต้องพึ่งพาเครือข่ายที่เร็ว แรง และเสถียรเป็นที่สุด ด้วยเหตุนี้ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) จึงได้จับมือร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายอันดับหนึ่งอย่าง AIS เพื่อเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับเรือธงล่าสุดอย่าง HUAWEI Pura 90s Series ที่ผสานศักยภาพร่วมกับเครือข่ายประสิทธิภาพสูง AIS 5G-ADVANCED ยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อให้เหนือชั้นกว่าที่เคย ตอบโจทย์การอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ การประชุมออนไลน์ และการทำงานนอกสถานที่อย่างไร้รอยต่อ เพราะในยุคนี้ทุกโมเมนต์สำคัญไม่สามารถรอได้ เครือข่าย 5G จึงต้องเป็นมากกว่าแค่เรื่องของความเร็วทั่วๆ ไป

ในยุคที่คอนเทนต์เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ความหมายของเครือข่ายที่รวดเร็วจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดาวน์โหลดข้อมูลที่ไวขึ้นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความสามารถในการอัปโหลดเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาสำคัญได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา การถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงจากสถานที่จริง การไลฟ์สดจากงานอีเวนต์สำคัญ หรือการส่งไฟล์งานขนาดใหญ่กลับไปให้ทีมตัดต่ออย่างรวดเร็ว ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ การมีสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย AIS 5G-ADVANCED จะช่วยลดขั้นตอนการรอคอยที่น่าเบื่อหน่าย ทำให้กระบวนการทำงานตั้งแต่การถ่ายภาพ การตัดต่อ ไปจนถึงการอัปโหลดและแชร์ออกไปสู่โลกโซเชียลเป็นไปอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ขณะเดียวกันผู้ใช้งานทั่วไปก็สามารถรับประโยชน์นี้ได้เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมความบันเทิงระหว่างเดินทาง การวิดีโอคอลคุณภาพสูงกับครอบครัว หรือการสำรองข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงบ้าน

นอกเหนือจากความทรงพลังในเรื่องของระบบเครือข่ายแล้ว HUAWEI Pura 90s Series ยังได้รับการขนานนามว่าเป็นที่สุดของสมาร์ทโฟนเพื่อการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ด้วยระบบกล้องถ่ายภาพระดับเรือธงที่มาพร้อมเลนส์เสริมสีจริง 2.0 (Real-Color Camera 2.0) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีประมวลผลอัจฉริยะเพื่อมอบความแม่นยำของสี แสง และรายละเอียดภาพสูงสุด โดยในรุ่นท็อปอย่าง HUAWEI Pura 90s Pro Max มาพร้อมกับกล้องเทเลโฟโต้เซนเซอร์ขนาดใหญ่ความละเอียดสูงถึง 200 ล้านพิกเซล ควบคู่กับกล้อง HDR ที่ช่วยเก็บรายละเอียดในทุกสภาพแสงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนรุ่น HUAWEI Pura 90s Pro ก็โดดเด่นด้วยกล้องเทเลโฟโต้มาโครที่สามารถโฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดถึง 5 เซนติเมตร ถ่ายทอดมิติที่สวยงามของภาพชิ้นเล็กได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฟีเจอร์ AI อัจฉริยะคอยช่วยเหลือผู้ใช้งานในทุกขั้นตอน เช่น AI Composition ช่วยจัดองค์ประกอบภาพให้ออกมาเหมือนมืออาชีพ, AI Best Expression เพื่อการถ่ายภาพบุคคลที่ดีที่สุด, AI De-glare ลดแสงสะท้อนบนกระจก, และ AI Remove กับ AI Move ที่ช่วยจัดการแต่งภาพได้อย่างสะดวกง่ายดายในไม่กี่คลิก

ในด้านความงามและการออกแบบตัวเครื่อง สมาร์ทโฟนซีรีส์นี้ยังสะท้อนความเป็นแฟชั่นและศิลปะผ่านแนวคิดการดีไซน์ “Rhythm of Color” ที่ผสานแสง สี และเส้นสายได้อย่างลงตัว โดยรุ่น HUAWEI Pura 90s Pro Max นำเสนอสีสันสุดหรูหราอย่าง ขาวบลัชโกลด์, ส้มโอเชียน, ม่วงซันเซ็ต และดำแกรไฟต์ ซึ่งในสีส้มโอเชียนจะมีความพิเศษด้วยกรอบเครื่องแบบไล่เฉดสีอันประณีต ขณะที่รุ่น HUAWEI Pura 90s Pro มาในเฉดสีสดใส อาทิ พิงก์กวาวา, ส้มซ่า, ขาวมะพร้าว และดำมัลเบอร์รี ช่วยสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ครอบครองได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ตัวเครื่องยังอัดแน่นด้วยสเปกการใช้งานสุดทนทานด้วยกระจกกันรอยนิรภัย Kunlun Glass รุ่นที่ 2 ที่มีความแข็งแกร่งเป็นเลิศ พร้อมแบตเตอรี่ความจุสะใจถึง 6,000mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็วทันใจ HUAWEI SuperCharge และสามารถเข้าถึงทุกความบันเทิงอย่างปลอดภัยผ่าน AppGallery แหล่งรวมแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่างครบครัน

ความคุ้มค่าครั้งนี้ยิ่งทวีคูณเมื่อทาง AIS มอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่ต้องการครอบครองสมาร์ทโฟนสุดล้ำเครื่องนี้ โดยรุ่น HUAWEI Pura 90s Pro เริ่มต้นเพียง 24,590 บาท จากราคาเครื่องเปล่า 34,990 บาท และสำหรับรุ่นเรือธงตัวจริง HUAWEI Pura 90s Pro Max ในราคาเครื่องพร้อมแพ็กเกจเริ่มต้นเพียง 32,590 บาท จากราคาปกติ 49,990 บาท พร้อมรับส่วนลดสูงสุดเมื่อใช้สิทธิ์ซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจรายเดือนตามเงื่อนไขที่กำหนด ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้า AIS Serenade ยังสามารถใช้คะแนน AIS Points เพื่อรับส่วนลดเพิ่มได้สูงสุดอีก 6,000 บาท พร้อมสิทธิ์นำเครื่องเก่ามาแลกซื้อเครื่องใหม่ด้วยมูลค่าการรับซื้อที่สูงเป็นพิเศษ ตลอดจนรับของแถมระดับพรีเมียมมากมาย เช่น อะแดปเตอร์ชาร์จไว, หูฟังไร้สาย HUAWEI FreeBuds SE 2 และแพ็กเกจการรับประกันสุดอุ่นใจ HUAWEI Care+ นาน 1 ปี รวมถึงสิทธิพิเศษสำหรับใช้งานแพลตฟอร์มความบันเทิงชั้นนำอย่าง Grab Unlimited, Spotify Premium และ YouTube Premium สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสัมผัสประสบการณ์ความเร็วระดับ 5G-ADVANCED ควบคู่กับสุดยอดสมาร์ทโฟนแห่งปี สามารถเข้าไปจับจองและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้แล้ววันนี้ที่ AIS Shop ทุกสาขา หรือสั่งซื้อสะดวกสบายผ่านทาง AIS Online Store


OPPO เปิดตัว Flagship Experience Center แห่งใหม่ใจกลางกรุงที่เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด Wish Garden ที่รวมทั้งเทคโนโลยีสุดล้ำและโซนสร้างสรรค์ผลงาน DIY พร้อมศูนย์บริการครบวงจรเพื่อประสบการณ์ระดับพรีเมียม

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญของวงการเทคโนโลยีในประเทศไทย เมื่อ OPPO แบรนด์สมาร์ตโฟนและเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้ประกาศเปิดตัว OPPO Experience Center centralwOrld อย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 4 โซนเอเทรียม ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านจำหน่ายมือถือทั่วไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น Flagship Experience Destination แห่งใหม่และแห่งเดียวในไทยที่รวมเอาศูนย์บริการระดับแฟลกชิปมาไว้ในที่เดียว ภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์อย่าง “Wish Garden” หรือสวนแห่งแรงบันดาลใจ ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงนวัตกรรมล้ำสมัย ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยภายในงานเปิดตัวยังได้รับเกียรติจากคู่หูสุดฮอตจาก OPPO Family อย่าง ตี๋ตี๋-วันพิชิต นิมิตภาคภูมิ และ ป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล มาร่วมถ่ายทอดนิยามความหมายของแนวคิด “Make Your Moment” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้มาร่วมค้นหาและบันทึกช่วงเวลาดีๆ ไปพร้อมกัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในศูนย์บริการและสัมผัสประสบการณ์แห่งนี้ ไฮไลต์แรกที่พร้อมต้อนรับทุกคนสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือ Ollie Landmark มาสคอตอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ขนาดใหญ่ยักษ์ในลุคพิเศษที่ผสมผสานความเป็นไทยและแฟชั่นร่วมสมัยด้วยการสวมสไบเก๋ไก๋คู่กับกางเกงยีนส์ ท่ามกลางบรรยากาศสวนดอกไม้สีสันสดใสที่กลายเป็นจุดเช็กอินและถ่ายภาพแห่งใหม่ใจกลางเมือง ถัดมาในส่วนของ Robotic Tech Lab ผู้เข้าชมจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับห้องปฏิบัติการจำลองเทคโนโลยีสุดล้ำที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านดีไซน์ของ OPPO โดยมีการสาธิตความทนทานและความบางเบาผ่านนวัตกรรมฝาหลังดีไซน์ดวงดาว 3 มิติรุ่นแรกของอุตสาหกรรมในสมาร์ตโฟน OPPO Reno16 Series 5G โดยใช้แขนกลอัจฉริยะที่ทำงานอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีโซน 3D Printing Experience ซึ่งถือเป็นไฮไลต์เด็ดที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติมาเปลี่ยนไอเดียจากโลกดิจิทัลให้กลายเป็นชิ้นงานที่จับต้องได้จริง รวมถึงการพิมพ์ภาพถ่ายความทรงจำสุดประทับใจจากสมาร์ตโฟน OPPO ได้ทันทีภายในร้านเพื่อนำกลับบ้านไปเป็นของที่ระลึก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานสร้างสรรค์และต้องการแสดงออกถึงตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร โซน DIY Experience จะเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ปลดปล่อยจินตนาการอย่างอิสระด้วยการทำไอเทมชิ้นพิเศษในแบบของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสายคล้องสมาร์ตโฟนจากลูกปัดสะกดคำสุดเก๋ที่สามารถเลือกสีเชือกและตัวอักษรได้ตามใจชอบ หรือกิจกรรมสร้างสรรค์งานศิลปะจากเม็ดบีดส์รีดร้อนพิกเซลสุดชิค ซึ่งลูกค้าสามารถใช้คะแนนสะสม My OPPO แลกรับสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์กช็อปสุดสนุกนี้ได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนของ Product Showcase ยังเป็นพื้นที่รวบรวมนวัตกรรมและอุปกรณ์ของ OPPO ไว้อย่างครบวงจรที่สุด นำทัพโดยสมาร์ตโฟนระดับเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง OPPO Find X9 Series, OPPO Reno16 Series 5G และสมาร์ตโฟนสุดคุ้มค่าอย่าง OPPO A Series เสริมทัพด้วยแท็บเล็ต หูฟังไร้สาย ตลอดจนอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ และไอเทมสุดฮิตอย่าง OPPO Bubble ตัวช่วยเซลฟี่ด้วยกล้องหลังสุดเทรนดี้ รวมถึงผลิตภัณฑ์คอลแลบอเรชันสุดพิเศษร่วมกับแบรนด์ดังที่คอไอทีไม่ควรพลาด

นอกเหนือจากนวัตกรรมและการจัดแสดงสินค้าแล้ว อีกหนึ่งมิติที่ OPPO ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือการบริการหลังการขายระดับพรีเมียมในโซน OPPO Service ที่พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เริ่มต้นตั้งแต่การต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยบริการอาหารและเครื่องดื่มสูตรพิเศษระหว่างรอรับบริการ มีระบบจัดการคิวที่แสดงผลผ่านหน้าจอ LED ขนาดใหญ่เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะได้อย่างสะดวกสบายไร้กังวล ไปจนถึงทีมงานวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วตรงจุด การเปิดตัวแลนด์มาร์กแห่งใหม่นี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ OPPO ในการเข้าใกล้ผู้คนมากขึ้นผ่านการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนาน ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษและสร้างโมเมนต์ที่มีความหมายด้วยตัวคุณเองได้แล้ววันนี้ที่ OPPO Experience Center centralwOrld ชั้น 4 โซนเอเทรียม
