วันพฤหัสบดี, 29 ตุลาคม 2569
📢 สามารถส่งข่าวแจก บทความประชาสัมพันธ์ ได้ที่อีเมล์ ฟรี !
🎬 ติดต่องานรีวิว Line : iNewch
บทความล่าสุด อัปเดตเมื่อ: วันพฤหัสบดี, 29 ตุลาคม 2026
วันนี้เราอัปเดทข่าวสารไปทั้งหมด 1 บทความ
nubia จับมือ IT CITY และ CSC รุกตลาดออฟไลน์ทั่วไทย ขนทัพสมาร์ตโฟน 5 รุ่นเด่นเอาใจสายคุ้มและเกมเมอร์
vivo V80 เตรียมตัวสะเทือนวงการสมาร์ตโฟนไทย ตุลาคมนี้! พร้อมฟีเจอร์เด็ด “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” ระดับพรีเมียม
Infinix ยกระดับเกมมิ่งโฟน เปิดตัว GT 50 Pro 512GB พร้อมขุมพลัง Google AI Plus ในราคาสุดคุ้มค่า
vivo ประเทศไทย ผนึกกำลังส่งต่อความห่วงใย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพร้อมมาตรการดูแลลูกค้าเต็มรูปแบบ
คนไทยอาบน้ำบ่อยอันดับ 3 ของโลก! ไฮเออร์ ส่ง “QUBE Series” นวัตกรรมเครื่องทำน้ำอุ่นสุดล้ำเพื่อผิวสะอาดและปลอดภัยขั้นสุด
ไขปริศนา ‘ภาพลวงตาย’ ซีรีส์ลึกลับจาก Netflix ที่เชื่อมโยงความเชื่อเรื่อง ‘ผีโพง’ เข้ากับวิทยาศาสตร์ของ ‘โรคสมองเสื่อม’
ฮอนด้า ยกระดับมาตรฐานการบริการผ่านเวที Honda Skill Contest 2026 มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสู่ความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมยานยนต์
ก้าวสำคัญแห่งอนาคต บีวายดี ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบ 100,000 คัน ตอกย้ำฐานผลิตระดับโลก
อัปเกรดความล้ำไปอีกขั้น! เจาะลึกเฟิร์มแวร์ใหม่ Insta360 Luna Ultra ซูมไกล 15 เท่า พร้อมโหมดเวทีสุดเทพ
ปาร์ตี้ระดับพรีเมียม! โซนี่ไทยส่งลําโพง ULT TOWER 3 รุ่นใหม่ เขย่าความมันด้วยพลังเบสสะใจและฟังก์ชันคาราโอเกะสุดล้ำ
นวัตกรรมเปลี่ยนโลก! LG ประกาศศักดาคว้ารางวัลใหญ่ “Best Brand of IFA 2026” พร้อมเขย่าวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ด้วยทีวีไร้สายบางเฉียบ
ก้าวใหม่ของควิกคอมเมิร์ซ! Shopee เปิดตัว ‘Instant Mart’ และ ‘Telepharmacy’ ส่งด่วนใน 1 ชั่วโมง ตอบโจทย์ชีวิตออนดีมานด์ยุคดิจิทัล
  • ปฏิวัติวงการกล้องกิมบอลเพื่อครีเอเตอร์! Insta360 จับมือ Leica เปิดตัว Insta360 Luna Pro ชิป Dual AI และพลังถ่ายวิดีโอ 8K Dolby Vision

    Insta360 เปิดตัว Insta360 Luna Pro กล้องกิมบอลนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Leica มาพร้อมเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียดวิดีโอระดับ 8K Dolby Vision และสถาปัตยกรรมชิปประมวลผล Dual AI อัจฉริยะ โดดเด่นด้วยฟีเจอร์การถ่ายทำที่ครบครันสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุคใหม่ ตอบโจทย์ทั้งการถ่ายวิดีโอแนวตั้ง ฟังก์ชั่นการตัดต่อระดับมือโปร และความคล่องตัวขั้นสุด

    การจับมือครั้งสำคัญของ Insta360 และ Leica สู่มาตรฐานใหม่แห่งวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์

    วงการสร้างสรรค์วิดีโอและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ Insta360 แบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีการบันทึกภาพได้ประกาศเปิดตัว Insta360 Luna Pro กล้องกิมบอลรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Luna Series ที่เกิดจากการร่วมมือกันพัฒนากับแบรนด์เลนส์ระดับโลกอย่าง Leica เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของครีเอเตอร์ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งคุณภาพงานระดับมืออาชีพและความคล่องตัวสูงสุด ตัวกล้องมาพร้อมเลนส์คุณภาพสูง Leica Summicron ทำงานร่วมกับเซนเซอร์ขนาดใหญ่ 1 นิ้ว รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงถึง 8K รวมถึง 8K Dolby Vision และระบบสี 10-bit I-Log นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม Dual AI Chip ที่ผสานชิปประมวลผลภาพเฉพาะทางเข้ากับชิปขนาด 4 นาโนเมตร ซึ่งช่วยให้การประมวลผลภาพและการใช้ฟังก์ชันอัจฉริยะทำได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะถ่ายทำคนเดียว เดินทางท่องเที่ยว หรือทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ ก็สามารถเปลี่ยนทุกช่วงเวลาธรรมดาให้กลายเป็นผลงานที่สะกดสายตาได้อย่างน่าประทับใจ

    ประสิทธิภาพการถ่ายทำทรงพลัง เอาอยู่ทุกมุมมองและสภาพแสง

    สำหรับครีเอเตอร์ที่เน้นการทำ Short Video หรือวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Insta360 Luna Pro ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดด้วยความสามารถในการถ่ายวิดีโอแนวตั้ง Native 4K ที่ 30fps ผสานเทคโนโลยี 6K Oversampling ที่ช่วยดึงรายละเอียดและความคมชัดออกมาได้อย่างพรีเมียม เพียงผู้ใช้งานหมุนหน้าจอสัมผัส OLED ขนาด 2 นิ้ว ตัวกล้องก็พร้อมสลับเข้าสู่โหมดการถ่ายทำแนวตั้งได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้น ยังรองรับการถ่ายวิดีโอสโลว์โมชันความละเอียดสูง 4K ที่ 120fps และ Full HD 1080p ที่ 240fps เพื่อสร้างสรรค์มุมมองที่ตื่นตาตื่นใจ พร้อมระบบซูมไม่สูญเสียรายละเอียดสูงสุด 2 เท่า และ HighRes Zoom สูงสุด 4 เท่า ซึ่งมีระบบ AI Enhancement คอยปรับแต่งภาพให้คมชัดใสสะอาดเสมอ แม้ในสภาพแสงน้อยเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้วก็ยังทำงานได้อย่างหมดจด ปราศจากสัญญาณรบกวนที่บดบังรายละเอียดสำคัญของภาพ

    นวัตกรรมกันสั่นและการติดตามวัตถุอัจฉริยะ ให้ทุกช็อตนิ่งคมชัดไม่มีหลุดเฟรม

    ความมั่นใจในการบันทึกภาพเคลื่อนไหวคือหัวใจสำคัญของกล้อง Insta360 Luna Pro ซึ่งมาพร้อมระบบกันสั่นแบบ 3 แกน (3-Axis Stabilization) ช่วยให้ทุกฟุตเทจนุ่มนวลและนิ่งสนิทแม้ผู้ถ่ายจะกำลังวิ่งหรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เสริมความอัจฉริยะด้วยระบบติดตามวัตถุ Deep Track ที่ช่วยล็อกตัวแบบให้อยู่กึ่งกลางเฟรมอย่างแม่นยำ และระบบ Rapid Focus ที่โฟกัสตัวแบบได้รวดเร็วคมชัดฉับไวไม่ว่าตัวแบบจะเปลี่ยนทิศทางกะทันหันเพียงใด ด้านการใช้งานจริง ตัวกล้องถูกออกแบบมาให้ตอบสนองได้อย่างทันใจด้วยฟังก์ชัน Slide-to-Start Recording และ Twist-to-Shoot ช่วยให้เริ่มบันทึกภาพได้ในเสี้ยววินาที หน้าจอสัมผัส OLED ขนาด 2 นิ้วยังสามารถถอดแยกได้เพื่อเช็กมุมภาพจากระยะไกล มาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 4 ชั่วโมง พื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 47GB และรองรับการเชื่อมต่อโดยตรงกับไมโครโฟนไร้สาย Insta360 Mic Series เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัดระดับสตูดิโอ

    เครื่องมือสร้างสรรค์และระบบสีระดับมือโปร ปลดล็อกจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด

    นอกเหนือจากฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่งแล้ว Insta360 Luna Pro ยังมอบอิสระในขั้นตอนการทำงานด้วยโหมด POV Head Tracker สำหรับสร้างสรรค์คอนเทนต์มุมมองบุคคลที่หนึ่งได้อย่างสมจริง รวมถึงฟีเจอร์การเชื่อมต่อแตะเพื่อส่งข้อมูลผ่าน NFC ช่วยให้สมาร์ตโฟนเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Insta360 ได้อย่างง่ายดาย และยังมีผู้ช่วยตัดต่อ AI คอยจัดการแปลงฟุตเทจให้เป็นคลิปพร้อมแชร์ลงโซเชียลมีเดียได้ทันที ในส่วนของโทนสี ตัวกล้องมาพร้อมเอกลักษณ์โปรไฟล์สีจาก Leica ทั้ง Leica Natural, Leica Vivid และ Leica Chrome พร้อมฟิลเตอร์สไตล์ภาพยนตร์ สำหรับสายงานโปรดักชันที่ต้องการนำไปแต่งสีต่อ กล้องรุ่นนี้รองรับการบันทึกแบบ 10-bit I-Log เก็บรายละเอียดส่วนสว่างและส่วนมืดได้อย่างครบถ้วน รองรับ ACES Workflow และระบบ Timecode ในตัว ซึ่งช่วยซิงก์กล้องหลายตัวเข้ากับโปรแกรมตัดต่อชั้นนำอย่าง Final Cut Pro และ Adobe Premiere Pro ได้อย่างราบรื่น

    บทสรุปและรายละเอียดการวางจำหน่าย

    ด้วยการผสานเทคโนโลยีเลนส์ระดับตำนานเข้ากับนวัตกรรม AI และกิมบอลกันสั่นระดับสูง Insta360 Luna Pro จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่กล้องถ่ายวิดีโอทั่วไป แต่เป็นโซลูชันการผลิตคอนเทนต์แบบครบวงจรสำหรับครีเอเตอร์ยุคใหม่ที่ต้องการผลงานระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง โดยกล้อง Insta360 Luna Pro มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผ่านช่องทาง Insta360 Brand Shop, ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ Big Camera, ZoomCamera, EC Mall, IT City, BaNANA, .life, Power Buy รวมถึงช่องทางออนไลน์บน Shopee และ TikTok Insta360 Thailand Store โดยมีให้เลือก 3 ชุด ได้แก่ Standard Bundle ในราคา 17,599 บาท, Fill Light Bundle ราคา 19,599 บาท และ Creator Bundle ในราคา 21,599 บาท ซึ่งนับว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพและนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่ได้รับ

  • OPPO Find X10 Series เตรียมเปิดตัวระดับโลก พร้อมสัมผัสพลังการถ่ายภาพ Hasselblad ในไทย

    OPPO เตรียมเปิดตัว Find X10 Series ที่มาพร้อมกล้อง 200MP และเทคโนโลยี Hasselblad ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ พร้อมเปิดให้จองล่วงหน้าในไทยตั้งแต่วันที่ 14-27 ตุลาคม รับสิทธิพิเศษและของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 51,000 บาท

    แฟนคลับสมาร์ตโฟนแฟลกชิปเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ OPPO กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการเผยโฉม OPPO Find X10 Series ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 บนเวทีระดับโลก โดยรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Hasselblad True-to-Life Camera ซึ่งมุ่งเน้นการถ่ายทอดสีสันที่สมจริงและเป็นธรรมชาติเสมือนสิ่งที่ตาเห็น โดยตัวเครื่องมาพร้อมระบบกล้องความละเอียดสูงระดับ 200MP ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพสุดล้ำจาก Hasselblad เพื่อยกระดับประสบการณ์การสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้เหนือกว่าที่เคย นอกจากนี้ OPPO ยังอัดแน่นด้วยสเปกที่ทรงพลังด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 8,000mAh ที่พร้อมสนับสนุนทุกการใช้งานตลอดวัน ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกช่วงเวลาสำคัญจะถูกบันทึกไว้อย่างสวยงามและคมชัดในทุกรายละเอียด

    สำหรับผู้ที่ต้องการจับจองเป็นเจ้าของก่อนใครในประเทศไทย OPPO เปิดให้จองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 14–27 ตุลาคม 2569 ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้สัมผัสสมาร์ตโฟนแฟลกชิปตัวท็อปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง OPPO Pad Mini รุ่น Matte Display ที่ออกแบบมาในดีไซน์กะทัดรัดแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างสรรค์ผลงาน โดยการจองในช่วงเวลานี้มาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษและของสมนาคุณมากมายตามแต่ละรุ่นและช่องทางการจำหน่าย ซึ่งมูลค่ารวมของสิทธิพิเศษนั้นสูงถึง 51,041 บาท เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังมองหาอุปกรณ์เสริมทัพให้ชีวิตการทำงานและการถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายและสนุกกว่าที่เคย

    การจองผ่าน OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ผู้ใช้งานจะได้รับความคุ้มค่าที่เหนือกว่าด้วยบริการหลังการขายระดับพรีเมียม อาทิ บริการเปลี่ยนเครื่องใหม่ฟรีภายใน 180 วัน หากพบปัญหาภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน พร้อมรับ E-VIP Card ที่ครอบคลุมการประกันจอแตก ประกันตัวเครื่อง และประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 2 ปีเต็ม โดยเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง OPPO Find X10 Pro Max ที่มาพร้อมชุดของสมนาคุณสุดพิเศษและกระเป๋าสำหรับช่างภาพมืออาชีพ Capture Reality Portable Camera Bag ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความมั่นใจในทุกย่างก้าวของการใช้งานสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์รุ่นนี้ได้อย่างไร้กังวล

    นอกจากช่องทางหน้าร้านแล้ว OPPO ยังจัดเต็มสำหรับสาย Content Creator ด้วยการเปิดตัว OPPO Find X10 Series Creator Kit รุ่นลิมิเต็ดที่มีเพียง 200 ชุดเท่านั้นผ่านช่องทาง OPPO Official Store ออนไลน์ ซึ่งชุดอุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์งานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ พร้อมสิทธิพิเศษด้านบริการเปลี่ยนเครื่องที่อัปเกรดความมั่นใจให้ยาวนานขึ้นถึง 365 วัน รวมถึงโปรโมชั่นสำหรับ OPPO Pad Mini รุ่น Matte Display ที่จัดเต็มทั้งส่วนลดค่าเครื่องและของสมนาคุณครบชุด ไม่ว่าจะเป็น OPPO Pencil 3 และ Smart Case ทำให้ผู้ที่กำลังมองหาแท็บเล็ตประสิทธิภาพสูงสำหรับสายทำงานและสายสร้างสรรค์ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในทันที

    การเปิดตัวในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ OPPO ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก การผสานรวมกล้องระดับเทพจาก Hasselblad เข้ากับฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังและดีไซน์ที่พกพาสะดวกของตระกูล Find X10 Series จะเข้ามาเปลี่ยนบรรทัดฐานใหม่ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นเรื่องของการถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ที่แท้จริง อย่าลืมปักหมุดรอชมงานเปิดตัวระดับโลกในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของ OPPO เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวและสิทธิพิเศษที่คุณคู่ควร

  • ก้าวใหม่แห่งโลกธุรกิจ เปิดตัว Gemini 4 Argon ขุมพลัง AI ระดับเรือธงเพื่อการประมวลผลที่เหนือชั้น

    Google เปิดตัว Gemini 4 Argon โมเดล AI ระดับเรือธงรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อภาคธุรกิจและงานอัตโนมัติขั้นสูง ด้วยความสามารถในการประมวลผลยาวถึง 1 ล้านโทเค็นและการทำงานที่แม่นยำ ปลอดภัย พร้อมรองรับการควบคุมระบบและวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างไร้รอยต่อ

    ยุคใหม่ของ AI ที่ทำได้มากกว่าการสนทนา

    Google ได้ประกาศเปิดตัว Gemini 4 Argon อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในวงการปัญญาประดิษฐ์ที่ยกระดับจากการเป็นเพียงแชทบอทมาสู่การเป็น ‘สมองกล’ ที่สามารถจัดการงานระดับสูงได้อย่างครบวงจร โดยโมเดลเรือธงตัวใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะ เพื่อรองรับภารกิจที่ซับซ้อนและกินเวลานาน ซึ่งแต่เดิมต้องอาศัยการทำงานของมนุษย์หลายคนและใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จสิ้น สำหรับผู้ใช้งานในประเทศไทย Gemini 4 Argon พร้อมให้บริการแล้วผ่านแพลตฟอร์ม AiPASS บน Gemini Enterprise ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเริ่มใช้งานขุมพลังนี้ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดย Argon ไม่ได้เพียงแค่ร่างเนื้อหาหรือหาคำตอบแบบผิวเผินเท่านั้น แต่ยังสามารถรับมอบหมายงานที่ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน สื่อสารกับผู้ใช้งานอย่างตรงไปตรงมาเมื่อพบอุปสรรค และยังสามารถหยุดรอการยืนยันจากมนุษย์ในกรณีที่เป็นคำสั่งสำคัญที่ส่งผลกระทบสูง เพื่อความปลอดภัยและความแม่นยำในการดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายธุรกิจอย่างดีที่สุด

    ประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้วในภาคธุรกิจจริง

    ความโดดเด่นของ Gemini 4 Argon คือความแม่นยำที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากการใช้งานจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องมีกฎระเบียบเข้มงวด ทั้งงานด้านการเงิน กฎหมาย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับสูง จากการทดสอบผ่านดัชนี Vals Index พบว่า Argon มอบผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้สูง และในกรณีศึกษาของ ServiceNow พบว่าโมเดลรุ่นนี้สามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จในการดำเนินงานได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Gemini 3.8 Flash ในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ทีมงานวิศวกรของ Google ได้ใช้ Argon ในการส่งโค้ดผ่านแพลตฟอร์ม Google Antigravity ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพราะสามารถเพิ่มจำนวนโค้ดที่สร้างโดย AI Agent ได้มากกว่า 35% พร้อมลดความจำเป็นในการแก้ไขหรือย้อนกลับไปใช้เวอร์ชันเดิมลงถึงหนึ่งในสาม ยิ่งไปกว่านั้น ทีมงาน Chrome ยังสามารถใช้ Argon ปรับโครงสร้างสถาปัตยกรรมของฐานโค้ด Chromium ที่มีขนาดใหญ่กว่า 40 ล้านบรรทัดได้อย่างรวดเร็ว โดยงานที่เคยต้องใช้เวลาทำงานยาวนานหลายเดือนกลับเสร็จสิ้นลงภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

    ความปลอดภัยที่เป็นเลิศและสถาปัตยกรรมขั้นสูง

    นอกเหนือจากความเก่งกาจในการทำงานแล้ว Gemini 4 Argon ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างสูงสุด ด้วยความสามารถในการป้องกันการโจมตีแบบ Indirect Prompt Injection ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่ Google เคยพัฒนามา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องข้อมูลองค์กรจากการถูกแทรกแซงหรือชักนำให้ทำงานผิดประเภท โดยจากการทดสอบในระดับมาตรฐานสากลอย่าง CWE-Bench v1 และ Gray Swan Argon สามารถทำผลงานได้โดดเด่นและมีอัตราความสำเร็จในการโจมตีต่ำมากเพียง 0.7% เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันองค์กรชั้นนำอย่าง Wiz ก็ได้เริ่มนำ Argon เข้าไปช่วยในโครงการเพื่อสังคมอย่าง ‘Scan for Good’ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จุดแข็งของโมเดลรุ่นนี้คือการเป็น Autonomous Engine ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ยาวถึง 1 ล้านโทเค็น (Long Decode) ซึ่งรองรับการประมวลผลงานขนาดใหญ่ระดับการเขียนโค้ดทั้งโปรเจกต์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลระดับมหาศาลได้ในคราวเดียวโดยไม่ต้องแบ่งทำทีละส่วน ซึ่งเป็นการทำลายข้อจำกัดด้าน Context Window ของโมเดลในยุคก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

    ขุมพลังแห่งระบบอัตโนมัติที่ไม่หยุดยั้ง

    Gemini 4 Argon ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคุยเล่นทั่วไป แต่เป็นโมเดลที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘Autonomous Multi-step Agents’ อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการควบคุมหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Computer use) การรันโค้ดโดยตรง การเรียกใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ไปจนถึงระบบ Thinking ที่สามารถวางแผนการทำงานล่วงหน้าเองได้ นอกจากนี้ยังรองรับรูปแบบข้อมูลที่หลากหลายอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ข้อความ ภาพ เสียง ไฟล์เอกสาร PDF ไปจนถึงวิดีโอที่ Argon สามารถวิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำเพื่อนำไปตัดสินใจต่อ ยิ่งไปกว่านั้นระบบ Grounding ของ Argon ยังเชื่อมต่อโดยตรงกับ Google Maps และ Google Search ทำให้ Agent สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและสถานที่จริงได้อย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนการเดินทางหรือการตัดสินใจทางธุรกิจในโลกแห่งความจริงได้อย่างราบรื่น สุดท้ายนี้ Argon ยังมอบความยืดหยุ่นทางต้นทุนผ่านการรองรับทั้ง Batch API, Flex inference สำหรับงานที่ไม่เร่งรีบ และ Priority inference สำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูง ทำให้ Argon กลายเป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนวิศวกรรมซอฟต์แวร์ งานวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และองค์กรธุรกิจที่ต้องการยกระดับสู่ระบบอัตโนมัติอย่างเต็มตัวในยุคใหม่นี้

    รายละเอียดเพิ่มเติม https://aistudio.google.com/docs/models/gemini-4-argon#gemini-4-argon

  • nubia จับมือ IT CITY และ CSC รุกตลาดออฟไลน์ทั่วไทย ขนทัพสมาร์ตโฟน 5 รุ่นเด่นเอาใจสายคุ้มและเกมเมอร์

    nubia จับมือ IT CITY และ CSC ขยายช่องทางจำหน่าย 250 สาขาทั่วไทย พร้อมส่งสมาร์ตโฟน 5 รุ่นใหม่ราคาเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท เน้นตอบโจทย์ทั้งสายคุ้มค่าและสายเกมมิ่งแบบจัดเต็ม

    ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ของวงการสมาร์ตโฟน เมื่อ nubia ได้ประกาศผนึกกำลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง IT CITY และ CSC เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยมากถึง 250 สาขา โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสและทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายมาเป็นผู้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความตั้งใจจริงในการส่งมอบเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เข้าถึงมือผู้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น การจัดจำหน่ายผ่านหน้าร้านจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมด้วยกลยุทธ์ราคาที่น่าดึงดูดใจ โดยเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต้องการตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่มองหาเครื่องราคาสบายกระเป๋า ไปจนถึงเหล่าเกมเมอร์ตัวจริงที่ต้องการประสิทธิภาพระดับสูงสุด

    ความแข็งแกร่งของแบรนด์ nubia ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์ผ่านสองซีรีส์หลัก คือ Neo Series และ V Series ที่เข้ามาครองใจผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเหนียวแน่น จากการเปิดเผยของผู้จัดการฝ่ายแบรนด์ ZTE Device Thailand พบว่า Neo Series ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดโลกด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เกินกว่า 300% ขณะที่ในประเทศไทยเองก็มียอดการเติบโตที่โดดเด่นถึง 90% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทยได้อย่างดีเยี่ยม สำหรับ Neo Series จะเน้นไปที่ DNA เกมมิ่งภายใต้คอนเซปต์ ‘Born to Win’ ที่หยิบเอาฟีเจอร์ระดับเรือธงมาใส่ไว้ในราคาที่จับต้องได้ ส่วน V Series ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการเป็นสมาร์ตโฟนที่ครบครันสำหรับชีวิตประจำวัน ทำให้ nubia สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มทำตลาดอย่างเต็มตัวในปี 2565 เป็นต้นมา

    ในการเปิดตัวครั้งนี้ nubia ได้นำสมาร์ตโฟน 5 รุ่นเด่นมาวางจำหน่ายที่ IT CITY และ CSC โดยแบ่งเป็นกลุ่มสมาร์ตโฟนเน้นความคุ้มค่าอย่าง nubia V80 Max (4+128GB) ในราคา 3,999 บาท และ nubia V80 Design (8+256GB) ในราคา 4,699 บาท ซึ่งทั้งสองรุ่นโดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.75 นิ้ว ที่ให้รีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz พร้อมความสว่าง 1,000 nits และการป้องกันระดับ IP64 ที่ตอบโจทย์การใช้งานหนักหน่วงในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่สายเกมมิ่งจะได้พบกับซีรีส์จัดเต็มอย่าง nubia Neo 3 GT 5G, Neo 5 Pro 5G และรุ่นท็อปอย่าง Neo 5 GT 5G ที่มาพร้อมนวัตกรรมหน้าจอ AMOLED 1.5K 144Hz รวมถึงระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมในตัว (Built-in Cooling Fan) และระบบชาร์จเร็ว 80W ซึ่งเป็นฟีเจอร์ระดับสูงที่หาได้ยากในสมาร์ตโฟนระดับราคานี้

    นอกจากความคุ้มค่าของสเปกและราคาแล้ว nubia ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษเพื่อฉลองการวางจำหน่าย ณ หน้าร้าน IT CITY และ CSC โดยลูกค้าที่ซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นที่ร่วมรายการจะได้รับของสมนาคุณและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของแต่ละรุ่น ซึ่งถือเป็นการต้อนรับลูกค้าเข้าสู่ประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับอย่างเต็มรูปแบบ การที่แบรนด์เลือกบุกตลาดออฟไลน์ในวงกว้างครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องบริการหลังการขายและการให้คำแนะนำโดยพนักงานมืออาชีพที่หน้าร้าน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคชาวไทย ใครที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ที่ให้ทั้งความสวยงาม ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ต้องห้ามพลาดไปสัมผัสของจริงได้ที่สาขาใกล้บ้านทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

  • vivo V80 เตรียมตัวสะเทือนวงการสมาร์ตโฟนไทย ตุลาคมนี้! พร้อมฟีเจอร์เด็ด “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” ระดับพรีเมียม

    vivo เตรียมส่งสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด V80 บุกตลาดไทยเดือนตุลาคมนี้ ชูจุดเด่นการถ่ายภาพพอร์ตเทรตแบบ “ลูกรักพระเจ้า” พร้อมอัปเกรดระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 บน Android 17 ทันสมัยที่สุด

    ข่าวใหญ่ที่แฟนคลับสมาร์ตโฟนสายถ่ายภาพต้องจับตามอง เมื่อ vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนระดับโลกได้ออกมาประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เตรียมจะวางจำหน่าย vivo V80 สมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล V Series เข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหลังจากที่รุ่นก่อนหน้าอย่าง vivo V70 สามารถสร้างปรากฏการณ์ความนิยมได้อย่างถล่มทลาย การกลับมาในครั้งนี้ของ V80 จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการที่เครื่องรุ่นนี้ได้ผ่านการรับรองจาก กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแฟนๆ ชาวไทยจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในเวลาไม่นานเกินรออย่างแน่นอน พร้อมกับการสานต่อความสำเร็จในการยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้ก้าวไปอีกขั้นภายใต้มาตรฐานระดับโลก

    หัวใจสำคัญที่ทำให้ vivo V Series แตกต่างและโดดเด่นเหนือคู่แข่งเสมอมา คือความเชี่ยวชาญในการผสานเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ vivo เข้ากับความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ZEISS ซึ่งในรุ่น vivo V80 นี้จะยังคงเน้นย้ำคอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์อย่าง “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถถ่ายภาพพอร์ตเทรตออกมาได้อย่างสวยงาม ดูเป็นมืออาชีพราวกับมีช่างภาพส่วนตัว โดยไม่ต้องใช้ทักษะการตั้งค่าที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีการเผยข้อมูลเบื้องต้นว่าจะมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่และสีสันสุดพิเศษที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้ไม่เพียงแต่จะได้ภาพถ่ายที่สวยงามระดับเทพ แต่ยังได้รับประสบการณ์การถือครองสมาร์ตโฟนที่สะท้อนถึงรสนิยมและความทันสมัยไปพร้อมๆ กัน

    นอกจากความโดดเด่นในด้านการถ่ายภาพแล้ว vivo V80 ยังนับว่าเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในด้านซอฟต์แวร์ เพราะนี่จะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของ vivo ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 ซึ่งถูกขับเคลื่อนบนพื้นฐานของ Android 17 ตั้งแต่แกะกล่อง การอัปเกรดในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล เสถียร และมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้าน AI ใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่การปรับแต่งภาพถ่ายไปจนถึงการจัดการการใช้งานทั่วไปให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติการใช้งานสมาร์ตโฟนให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสถึงความสะดวกสบายและประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเดิมได้อย่างชัดเจน

    สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้ vivo ได้เตรียมเซอร์ไพรส์และโปรโมชันสุดพิเศษมากมายเพื่อตอบแทนแฟนๆ ที่ตั้งตารอคอยมาโดยตลอด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัว งานอีเวนต์ต่างๆ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้า (Pre-order) ได้ผ่านช่องทางสื่อสารหลักของ vivo Thailand ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการ หรือเว็บไซต์ของทางแบรนด์ เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตและโอกาสในการเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟนที่จะมาเปลี่ยนนิยามของการถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้กลายเป็นเรื่องง่ายและงดงามที่สุด เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของ vivo V80 พร้อมกันในเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน